follow us Home - ROD123.COM
ค้นหารถเต็นท์

ค้นหาตามประเภท
รถกระบะ 446
รถอเนกประสงค์ 135
รถตู้โดยสารเล็ก 68
รถบรรทุก กระบะขนสินค้า 25
รถบัสโดยสาร 0
รถเก๋ง 482
  รถอื่นๆ 26
ค้นหาตามจังหวัด
  • กรุงเทพฯ
  • ต่างจังหวัด

+ รอบรู้รถยนต์

+ ประกันภัยรถยนต์

+ ประเภทของรถยนต์




ประวัติรถยนต์ อยากรู้ต้องอ่าน

  • ประวัติรถยนต์
         ALFA ROMEO ยานยนต์ อิตาลี สัญลักษณ์ที่เห็นบนแผงกระจังหน้าของรถอัลฟ่า โรมิโอ มีที่มาจากเป็นตราสัญลักษณ์ประจำตระกูลวิสคอนติ (VISCONTI) ซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่ของเมืองมิลาน โดยเป็นที่ตั้งโรงงานของอัลฟ่า โรมิโอ รูปมังกรสีเขียวกำลังกลืนกินเด็กสีแดงทางด้านขวามือ หมายถึงมังกร ที่เป็นเรื่องเล่าในตำนานว่าถูกสังหารโดยบรรพบุรุษของตระกูล ในสมัยคริสต์วรรษที่ห้า ส่วนกางเกงสีแดงบนพื้นสีขาวด้านซ้ายมือ เป็นสัญลักษณ์การเข้าร่วมสงครามครูเสด (CRUSADE) ของตระกูล วิส คอนติ อัลฟ่า โรมิโอ

    05102010171242.jpg      อัลฟ่า โรมิโอ นับเป็นบริษัทผลิตรถยนต์เก่าแก่ของอิตาลี ซึ่งเริ่มต้นกระบวนการผลิตมาตั้งแต่แปี 1910 ในช่วงเริ่มต้นอัลฟ่า โรมิโอ ผลิตรถยนต์จำหน่ายในชื่อ ALFA ซึ่งเป็นอักษรย่อของบริษัทชื่อ SOCIETE ANONLMA LOMBARDA FABBRICA AUTOMOBILI (ตรงกับ LOMBARDA MANUFACTURING CO.ในอังกฤษ) จนกระทั่งปี 1915 ตระกูลวิสคอนติ ได้ขายกิจการให้แก่ นิโคลา โรเมโอ
    (NICOLA ROMEO) ได้เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น SOCIETE ANONLMA ING.NICOLA ROMEO CO. พร้อมกับใช้ชื่อรถที่ผลิตออกจำหน่ายเป็น ALFA ROMEO นับแต่นั้นมา

         


    051010.jpg      อัลฟ่า โรมิโอ เป็นค่ายรถยนต์ที่ให้ความสำคัญกับวงการมอเตอร์สปอร์ตเป็นอย่างมาก จึงเป็นผลให้ความสำเร็จจากการส่งรถเข้าแข่งขันนี่เองที่ทำให้ รถอัลฟ่า โรมิโอ โด่งดังไปทั่วโลก จึงเป็นภาพชินตาที่ได้เห็นรถ อัลฟ่า โรมิโอ ผ่านธงตราหมากรุกในอันดับต้นๆ ในทุกสนามที่ลงแข่งขัน ในช่วงทศวรรษหลังปี 1930 อัลฟ่า โรมิโอ ต้องเปลี่ยนมืออีกครั้งเนื่องจาก ประสบปัญหาเรื่องเงินหมุนเวียน กิจการทั้งหมดจึงตกอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลอิตาลีในปี 1933 รัฐบาลอิตาลีบริหารจัดการ อัลฟ่า โรมิโอ ก็มีอันต้องเปลี่ยนคนควบคุมกิจการอีกครั้ง  ในปี 1986 โดยครั้งนี้บริษัีทผู้ผลิตรถยนต์ยักใหญ่อีกรายหนึ่งคือ เฟียต (FIAT) ปัจจุบันอัลฟ่า โรมิโอ จึงมีฐานะเป็นผู้ผลิตรถยนต์ในเครือข่ายของเฟียต ซึ่้่งกลุ่มบริษัทรายใหญ่ที่สุดของอิตาลี โรงงานผลิตรถ อัลฟ่า โรมิโอ ในอิตาลี มีอยู่ 2 แห่งในเมืองมิลานในภาคเหนือ และที่เมืองเนเบิลในภาคใต้ ในรอบปี 1991 อัลฟ่า โรมิโอผลิตรถยนต์นั่งออกจำหน่ายรวมทั้งสิ้นประมาณ 230,000 คัน รถที่ได้รับความนิยมไล่เรียงกันไป คือ อัลฟ่า 33, อัลฟ่า สปอร์ต วากอน, อัลฟ่า 75, อัลฟ่า 164, อัลฟ่้า 155-156

           สำหรับประเทศไทย บริษัทไทย เพรสทีจ โอโตเซลล์ จำกัด เป็นผู้จำหน่ายอย่างเป็นทางการ 
  • ประวัติรถยนต์
         "ออดี้" บริษัทผลิตรถยนต์ชื่อดังแห่งหนึ่งประเทศเยอรมนี ก่อตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1899 โดยในปี ค.ศ. 1932 สัญลักษณ์วงแหวน 4 วงซ้อนกันได้ปรากฎขึ้นโดยแสดงถึงการรวมตัวกันระหว่างโรงงานผลิตรถยนต์ Audi, DKW, Horch and Wanderer บริษัทผลิตรถยนต์ในกลุ่มสหภาพ Auto Union AG ในเมือง Chemnitz (เคมนิช) ซึ่งบริษัทเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นตัวแทนจัดหาอะไหล่หม้อน้ำสำหรับรถยนต์นั้งส่วนบุคคล ให้กับโรงงานขนาดใหญ่ในเยอรมนีตั้งแต่ปี ค.ศ. 1930 โดยจัดสรรอะไหล่ให้ตั้งแต่รถจักยานยนต์ไปจนถึงรถยนต์ระดับหรู

         โดย Audi หรือ วงแหวนวงแรก ก่อตั้งโดย August Horch ในปี ค.ศ. 1909 ที่เมือง Zwickau และเริ่มต้นจำหน่ายในปี ค.ศ. 1910 ภายใต้ชื่อทางการค้า "Audi" ซึ่งในภาษาละตินคำว่้า
    Horch ในภาษาเยอรมันนั้นหมายถึง "Listen" ซึ่งนโยบายของบริษัทก็คือ ต้องการสร้างรถยนต์เป็นหลัก โดยรถยนต์ที่ถูกสร้างขึ้นจะเน้นไปในทางรถยนต์ระดับหรู โดยความสำเร็จที่ยังคงประทับอยู่ในความทรงจำ การยอมรับจาก International Austrian Alpine Rallies ที่ยกย่องให้ Audi เป็นแบรนด์รถยนต์ที่ให้สมรรถนะสูง และสะท้อนถึงความเป็นแบรนด์เพื่อผู้ดีชั้นสูงมาตลอดปี ค.ศ. 1912-1914

    06102010154838.jpg     ซึ่งรถยนต์ Audi ที่ำได้รับความนิยมในขณะนั้น มีดังนี้ คือ Audi Type A10 / 22 hp Sport-Phaeton เครื่องยนต์ ขนาด 2.6L สูบ เป็นรถยนต์ Audi คันแรกที่ออกแบบโดย August Horch ร่วมกับ Hermann Lange ในปี ค.ศ.1910 ตามด้วย Audi Trye C ในปี 1913, Audi Trye K ในปี 1921, Audi Trye R รถยนต์ 8 สูบคันแรกในตระกูล Audi ในปี 1927 ตามด้วย Audi Type UW "Front" และ Audi Type 920 Saloon ขับเคลื่อนล้อหลัง

    ส่วน DKW หรือวงแหวนวงที่ 2 นับเป็นตัวแทนของบริษัทผู้ผลิตรถจักรยานยนต์และรถยนต์ขนาดใหญ่ ก่อตั้งขึ้นในปี 1916 โดย Jongen Skaft Rasmussen ที่เริ่มต้นการทดลองขับรถยนต์ไอน้ำในเมือง Zschopau ต่อมาในปี 1919 บริษัทได้เป็นที่รู้จักในฐานะที่เป็น Zschopauer Motorenwerke และขณะเดียวกันก็เป็นผู้ประดิษฐ์เครื่องยนต์ขนาดเล็กแบบ 2 จังหวะ โดยผลผลิตลำดับแรกของ DKW ในปี 1928 คือ รถยนต์ขนาดเล็ก ๆ หลังจากนั้นในปี 1945
    DKW ก็ได้ผลิตรถจักรยานต์ยนต์และรถยนต์ขั้นพื้นฐาน เพื่อเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงอีกครั้งในฐานะกลุ่มสหภาพ Auto Union ในเมืองอินกอลสตาดท์ เยอรมี โดยรถยนต์ขึ้นชื่อของ DKW มีดังนี้ DKW P 15  Roadster, DKW-Sonderklasse cabrio-saloon, DKW  F 89 Meisterklasse ,DKW  F 89 S Meisterklasse Universal, DFW F 93 Cabriolet และ DKW F 12 Roadster

         วงแหวนที่ 3 ซึ่งแสดงถึง Horch หรือความเป็นต้นแบบแห่งคุณภาพ ถึงแม้ว่าในปี 1909 August Horch จะก่อตั้งโรงงาน Horchwerke ไว้ในเมือง Zwickau แต่เขาก็ได้แสดงให้เห็นถึงความมั่นคงของบริษัทไว้ล่วงหน้าแล้วตั้งแต่ปี 1904 โดยเขาได้และออกแบบรถยนต์ภายใต้ปรัชญาที่ว่าด้วยการหลอมรวมเอาศิลปะและวิทยาการเข้าไว้ด้วยกัน และประกาศให้เห็นถึงจุดมุ่งหมายของเขา ที่ต้องการสร้างรถยนต์ที่สูงด้วยคุณภาพ พรั่งพร้อมด้วยรูปแบบที่ทรงพลังโดยรถยนต์ของ
    Horch wft ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวด ในอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งประเทศเยอรมนี โดยถูกยกย่องให้เป็นผู้นำในตลาดรถยนต์ระดับหรู และโรงงานต้นแบบคุณภาพ ด้านการผลิตยานยนต์ ปิดท้ายด้วยวงแหวนวงที่ 4 หรือ Wanklhofer และ Richard Adolf Jaenick, ที่ำได้เปิดร้านซ่อมรถจักรยานในเมือง Chemnitz ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1885 โดยชื่อบริษัทฯของเขาทั้งสองถูกตั้งขึ้นในปี 1896 ชื่อ " Wanderr Fahrradwerke AG." โดยในปี 1902 Wanderer ได้สร้างมอเตอร์ไซด์คันแรกขึ้นมา และเริ่มต้นผลิตรถยนต์ในปี 1913. วงแหวนวงที่สี่ใน Audi emblem ได้แสดงให้เห็นถึงการแบ่งสัดส่วนของรถยนต์ตระกูล Wanderer และการเข้าร่วมเป็นสมาชิกใหม่ในกลุ่ม Auto Union AG ในปี 1932.

         สำหรับความเป็นมาของรถยนต์ Audi ในประเทศไทยค่ายรถยนต์จากประเทศเยอรมนีค่ายนี้ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจาก "ยนตรกิจ กรุ๊ป" ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัท ผู้ผลิต ประกอบ ตัวแทนจำหน่าย รถยนต์ยุโรปที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย โดยกลุ่มบริษัทยนตรกิจเอง ประกอบไปด้วยบริษัทที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจรถยนต์ โดยมีผลประกอบการประจำปีสูงถึง 500 ล้านยูเอสดอลลาร์ ในปี พ.ศ. 2539 วิกฤติการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยได้เกิดขึ้นระหว่างปี พ.ศ. 2540-2542 และเพิ่งเริ่มมีสัญญาณการฟื้นตัวในปี พ.ศ. 2543

         หากย้อนหลังกลับไปเกือบ 5 ทศวรรษก่อน กลุ่มยนตรกิจเริ่มต้นด้วยการเป็นกิจกา่รเล็ก ๆ  ที่ค้าขายรถยนต์เหลือใช้ในกองทัพ และดำเนินการโดยสองพี่น้อง  คือ คุณ อรรถพรและ คุณ อรรถพงษ์ ลีนุตพงษ์ ซึ่งกิจการนี้จึงเปรียบเสมือนเป็นการกรุยทางสู่เส้นทางธุรกิจที่ตามมา ในนาม ยนตรกิจ ที่คุณและใคร ๆ รู้จักกันดีในปัจจุบัน

         และในฐานะที่ยนตรกิจได้รับเกียรติเป็นผู้นำเข้ารถยนต์
    Audi ทางบริษัทยนตรกิจจึงได้ก่อตั้งบริษัทในเครือขึ้นมาเพื่อดูแลแบรนด์รถยนต์ Audi รุ่น A6 มาตั้งแต่ปี 2542 อันเป็นผลมาจากนโยบายเปิดเสรีในช่วงทศวรรษนี้ เป็นการเปิดประตูให้กับตลาดนำเข้า รถประเภท CBU อีกครั้ง แม้ว่าภาษีนำเข้าจะยังสูง แต่คิดตามขนาดเครื่องยนต์ของรถ แต่นับว่าเป็นการจุดฝันไปสู่นวัตกรรมใหม่ของยนตรกิจ การเผยโฉม Audi รุ่นใหม่ ๆ เป็นดัชนีบ่งชี้ถึงการเกิดใหม่และปริมาณรถหรูระดับพรีเมียมเข้าสู่ตลาดมากขึ้น บริษัท โฟล์คสวาเก้น มาร์เก็ตติ้ง จำกัด เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างยนตรกิจกรุ๊ปและโฟล์คสวาเก้น ที่เป็นบริษัทที่บริหารและดูแลด้านการตลาดของรถกลุ่มโฟล์คสวาเก้นในไทย และบริษัท โฟล์คสวาเก้น ลิสซิ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ก็ขยากิจการครอบคลุมการขายของรถยนต์ Audi รวมทั้งการให้บริการสินเชื่อด้วย

    06102010155357.jpg

        ปัจจุบัน Audi ใต้ชายคา ยนตรกิจ คอร์ปอเรชั่น (เปลี่ยนจาก ยนตรกิจ กรุ๊ปเดิม) ก็ยังคงเดินหน้าสานต่อความเป็นรถยนต์ระดับหรูอย่างไม่หยุดยั้งล่าสุดเมื่อต้นปี 2551 ยนตรกิจได้ทำการเปลี่ยนชื่อบริษัทที่ดูแลรถยนต์ Audi ใหม่ โดยกลายเป็น "บริษัทยนตรกิจมอเตอร์เซลส์ จำกัด" และยังคงเผยโฉมรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ออกมาโดยตลอด ทั้งนี้ก็เพื่อสะท้อนความเป็นผู้นำในตลาดรถยนต์นำเข้าระดับหรู อาทิ Audi A4 เครื่องยนต์ดีเซล ตั้งแต่ปี 2549 ,the new Audi TT Coupe ในปี 2006-2007 และล่าสุดในงานบางกอกมอเตอร์โชว์ 2008 Audi ได้เผโฉมรถยนต์รุ่นใหม่ Audi A6 3.0L Quattro และคาดการณ์กันว่าในช่วงต้นปีหน้า Audi น่าจะพา Audi A4 Avant 2009 หรือ R8 และ Q7 มาเซอร์ไพรส์ชาวไทย
  • ประวัติรถยนต์
         BMW ค่ายรถยนต์เยอรมัน มีตราสัญลักษณ์ประกอบด้วยวงแหวนพื้นสีดำที่โอบรัดเข้าหากัน โดยมีเส้นขอบสีเงินล้อมรอบ 
    ส่วนภายในวงแหวนพื้นสีดำจะมีอักษร BMW ระบุไว้ที่ครึ่งบนสุดของวงแหวน โดยช่องว่างภายในวงแหวนถูกแบ่งออกเป็นสี่ส่วน
     ใช้โทนสีฟ้า และสีขาวเป็นหลัก จดทะเบียนขึ้นในปี 1912 BMW โลโก้นี้มีการลงความเห็นว่า "มันคือการผสมผสานกันระหว่าง
     2 วัฒนธรรม ภายใต้เครื่องหมายการค้า BMW ที่แสดงออกถึง 2 ความหมาย ที่แตกต่างกันคือ โลโก้นี้แสดงถึงการหมุนของ
    ใบพัด กับอดีตที่ BMW เริ่มต้นจากการคิดค้นเครื่องบินแบบใบพัด และอีกความหมายหนึ่งคือ การพูดถึงความสัมพันธ์ระหว่าง 
    BMW กับแคว้น Bavaria ดินแดนที่ให้กำเนิดรถยนต์ BMW

         บีเอ็มดับเบิ้ลยู (
    BMW ย่อมาจาก ภาษาเยอรมัน: Bayerische Motoren Werke : อังกฤษ Bavarian MOtor Works)
     เป็นบริษัทผลิตรถยนต์และรถจักรยานต์ยนต์จากเยอรมนี ตั้งอยู่ ที่เมืองมิวนิค ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2459 (ค.ศ. 1916) และเป็น
    บริษัทแม่ของ ROVER

         โดยก่อนที่ BMW จะดำเนินธุรกิจบนถนนสายรถยนต์มาจนถึงปัจจุบัน ประวัติอย่างคร่าว ๆ ของ BMW ถือว่าผ่านร้อนผ่านหนาว
    มาค่อนข้างมากมายนับตั้งแต่
    06102010163655.jpg-ปี ค.ศ. 1916 วันที่ 7 เดือนมีนาคม คือ การเริ่มต้นของ Bayrisch Flugzugwerke (BFW) 
    ผู้ก่อตั้งโรงงานประกอบเครื่องยนต์ , เครื่องบินขึ้นที่เมือง Munich ประเืทศเยอรมนี
    -ปี ค.ศ. 1917 วิศวกรชาวออสเตรเลีย และ Franz Josef Pop เข้าร่วม Rapp- Motorenwerkeเพื่อดูแลคุณภาพเครื่องยนต์ของเครื่องบิน ในปีนี้เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าคนแรกของBMW GmbH และจากนั้นก็เป็นผู้จัดการทั่วไปในปีต่อไป, เขาดูแล BMW ในระดับนานาชาติ ส่วน Max Friz ถือเป็นอีกคนที่มีบทบาทในปี 1917 เขาได้เข้าร่วมกับ Rapp สร้างเครื่องยนต์เครื่องบินโดยเขา้ได้ประดิษฐ์ BMW high-altitude carburettor
    -ปี ค.ศ. 1923 Max Friz สร้างรถจักรยานยนต์ BMW คันแรก "R32" ในปีนี้
    -ปี ค.ศ. 1924 จากปี 1923 Rudolf Schleicher คือ ผู้ออกแบบเครื่องยนต์ และรถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการแข่งขันที่ BMW เขาพัฒนาลูกสูบอัลลอยด์น้ำหนักเบาขึ้นเป็นครั้งแรกสำหรับ"R27" ต่อจากนั้นเขาก็พัฒนาเครื่องยนต์โมเดลที่ใช้ในการแข่งขันต่อไปนอกจากนนั้นในปี 1924 6 ก่อนคริสมาสต์ BMW กระหายที่จะแสดงให้เห็นถึงความกล้าของบริษัท Walter Mitelholzer จึงออกบินจาก Zurich เพื่อไป Persia ด้วยเครื่องบินJunker A20 เครื่องยนต์ BMW IV
    -ปี ค.ศ. 1925 รถจักรยานยนต์ R37 และ R39 เผยโฉม
    -ปี ค.ศ. 1928 BMW ซื้อโรงงานรถยนต์ที่ Eisenach / Thuringia และได้รับอนุญาต
    ให้สร้างรถยนต์ขนาดเล็ก Austin Seven เรียกกันในชื่อว่า 'Dixi 3/15 PS" เป็นครั้งแรก
    -ปี ค.ศ. 1929 Dixi คือชื่อของรถยนต์ BMW คันแรก รถยนต์คันนี้เป็นรถยนต์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นที่เมือง Munich ต่อมาอีกรุ่นใช้ชื่อ Dixi 3/15 PS DA 2 ด้วยการเปลี่ยนแปลงโครงครอบภายนอกใหม่ โดยรถยนต์รุ่นนี้ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก จนเรียกว่าช่วยให้บริษัทที่กำลังอยู่ในช่วงตกต่ำอยู่รอดได้ ส่วนโรงงานที่เมือง Eisenach ก็มีการพัฒนาและผลิตรถยนต์ BMW เช่นเดียวกันในปี 1940 นอกจากนี้ชายหนุ่มที่ชื่อ Ernst Henne ก็ยังได้รับการยกย่องให้เป็นนักแข่งรถจักรยานยนต์ที่สามารถทำความเร็วได้สูงสุดในโลก ณ ขณะนั้น
    -ปี ค.ศ. 1930 BMW VI  engines บินข้ามแอตแลนติค โดย Charles Lindberg เป็นบุคคลแรกที่บินเหนือแอตแลนติคเหนือ 
    จากตะวันตกไปตะวันออก
    -ปี ค.ศ. 1933 BMW เปิดผ้าคลุม "303" กับแนวคิด "รถเล็กเยอรมันที่เยี่ยมด้วยสมรรถนะ และสมบูรณ์แบบที่สุด"
    -ปี ค.ศ. 1940 BMW พัฒนา "commando" สำหรับเครื่องยนต์เครื่องบิน 801
    -ปี ค.ศ. 1945 โรงงานที่ Munuch ถูกรื้อถอน ในเดือนตุลาคมโดยคำสั่งของทหาร จากนั้น BMW 501 ก็ถือกำเนิดขึ้น
    -ปี ค.ศ 1951 BMW 700 เปิดผ้าคลุมพร้อมๆ กับการออกแบบใหม่หมด
    -ปี ค.ศ 1966 ครบรอบ 50 ปี BMW เป็นการฉลองความสำเร็จครั้งแรกพร้อม ๆ กับ การออกแบบรถยนต์สุดหรู BMW  1600
     และ 1602
    -ปี ค.ศ. 1971 BMW เปิดสาขาใหม่ ที่สร้างขึ้นจาก BMW Kredit GmbH
    -ปี ค.ศ. 1972 เปิดผ้าคลุมรถใหม่ BMW 5 Series, น้องเล็กสุด คือ BMW 518i กลายเป็นรถยนต์ที่ได้รับความนิยมสูง
    เกินคาดหมาย
    06102010164419.jpg
    -ปี ค.ศ. 1973 BMW เริ่มต้นการผลิต BMW 2002 turbo จำหน่ายที่ตลาดยุโรปเป็นหลัก
    -ปี ค.ศ. 1975 จุดเริ่มต้นแห่งความสวยงาม BMW 3 series 7 เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะ top-of-the-range sedans
    -ปี ค.ศ. 1978 เป็นครั้งแรกของ M GmbH ในการสร้าง BMW M 1 เครื่องยนต์ขนาดกลาง ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นพร้อมกับ Lamborghini ออกแบบโดย Giorgetto Giugiaro สำหรับเครื่อง M1 สามารถเค้นความเร็วสูงสุดได้ที่ 260 กม./ชม.
    -ปี ค.ศ. 1982 เผยโฉมเครื่องยนต์ดีเซลที่เร็วที่สุดในโลก ใน BMW 524td
    -ปี ค.ศ. 1985 BMW เปิดตัวรถขับเคลื่อน 4 ล้อ BMW 325iX ,525iX ทั้งแบบซีดานและแบบทัวริ่ง นอกจากนี้ยังมี BMW X5 ตามออกมาอีกด้วย
    -ปี ค.ศ. 1995 Z3 roadster ได้ฤกษ์เปิดตัว ส่วนการเข้ามาทำตลาดในประเทศไทย บีเอ็มดับเบิ้ลยู ในเอเชียและประเทศไทยอดีตถือได้ว่า เสาหลักของบีเอ็มดับเบิ้ลยูนั้นมีอยู่ด้วยกัน สามภูมิภาคได้แก่ เยอรมัน ยุโรป และอเมริกาเหนือ แต่ว่าในช่วงกลางทศวรรษที่ 1990 นั้น บีเอ็มดับเบิ้ลยูเริ่มต้นตระหนักถึง ศักยภาพในการเติบโตของตลาด เอเชีย และไ้ด้วางแผนในการเติบโตที่เอเชียเอาไว้อย่างละเอียด โดยการเปิดตลาดลูกในเอเชีย โดยต่อเนื่อง หลังจากการเปิดบริษัทลูกในญี่ปุ่น ในต้นทศวรรษที่ 80 แล้ว ก็ได้มีการเปิด สำนักงานตัวแทนในสิงค์โปร์ และตามด้วยบริษัทลูกในประเทศเกาหลีใต้ ก่อนที่จะเปิดบริษัทลูกในประเทศไทยในปี 1998 และโรงงาน บีเอ็มดับเบิ้ลยู  แมนูแฟคเจอริ่ง ในจังหวัดระยองในเดือนพฤษภาคม ปี 2000 ตามด้วยบริษัทลูกใน อินโดนีเชีย และฟิลิปปินส์ ในปี 2001 และ มาเลเซียในปี 2003 ตามลำดับ นอกจากนี้ ในตลาดที่มีศักยภาพเติบโตอย่างรวดเร็วอย่างสาธารณรัฐประชาชนจีน
  • ประวัติรถยนต์
         เจเนอรัล มอเตอร์ส คอร์เปอเรชั่นเป็นบริษัทผู้ผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อ พ.ศ. 2451 หลายๆ บริษัทเข้าด้วยกัน และในปัจจุบันมีการดำเนินงานในหลายรูปแบบ รวมถึงโรงงานผลิตรถยนต์ โรงงานประกอบรถยนต์ ศูนย์จัดจำหน่ายทั่วทั้งสหรัฐอเมริกา แคนาดาและอีกหลายๆ ประเทศในภูมิภาคทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทย สินค้าและผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท ประกอบไปด้วย รถยนต์ รถบรรทุก อะไหล่ และส่วนประกอบยานยนต์ หัวรถจักร ธุรกิจเหมืองแร่ เครื่องจักรการก่อสร้าง อุปกรณ์ทางด้านไฟแนนซ์ และการประกันภัยให้กับสินค้า และผลิตภัณฑ์ของบริษัทฯ จีเอ็มมีสำนักงานใหญ่อยู่ในเมืองดีทรอยท์ มิชิแกน สหรัฐอเมริกา06102010164850.jpg

         จีเอ็มมีพนักงานรวมกันทั่วโลกกว่า 600,000 คน และในจำนวนนี้มีถึง 160,000 คน ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิค ซึ่งจีเอ็มมีสำนักงานประจำภาคพื้นเอเชีย แปซิฟิค ตั้งอยู่ ณ ประเทศสิงคโปร์ เจนเนอรัล มอเตอร์ส คอร์เปอเรชั่น ได้รวมเอาการผลิตรถยนต์แห่งใหม่ล่าสุดในประเทศไทยที่มีความทันสมัย แห่งหนึ่งของโลกเข้าเป็นหนึ่งในจำนวนศูนย์การผลิตรถยนต์ของจีเอ็มที่มีมากกว่า 50 แห่งทั่วโลกในปัจจุบัน เจนเนอรัล มอเตอร์ส คอร์เปอเรชั่น เป็นบริษัทยานยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก ได้ดำเนินการบริหารและทำการตลาดทางด้านรถยนต์ในแบรนด์ต่าง ๆ  ที่เป็นที่รู้จักของโลกหลายแบรนด์ ได้แก่ บูอิค คาดิลแลค เชฟโรเลต จีเอ็มซี โฮลเด้น โอเปิล โอลสโมบิล ปอนเตี๊ยก แซทเทิร์น ซาบ และ วอกซ์ฮอลล์

         จีเอ็มยังได้มีกิจกรรมร่วมกับบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกหลายบริษัท โดยเข้าไปถือหุ้นในแต่ละบริษัท อาทิ อีซูซุ 49% ซูบารุ 20% ซูซูกิ 10% และเฟี๊ยต 20% นอกจากนี้ยังได้มีการร่วมมือกันทางด้านการวิจัยและพัฒนากับบริษัทรถยนต์ชั้นนำ ของโลก อาทิ ฮอนด้า และโตโยต้าเข้าอีกด้วย

    ตึกสำนักงานใหญ่ของจีเอ็มในเมืองดีทรอยต์ ที่เป็นสัญลักษณ์ความรุ่งเรืองของจีเอ็ม

    ประวัติบริษัท เจเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทย
         บริษัท เจเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไท) จำกัด เป็นหัวหอกสำคัญอันหนึ่งในกลยุทธ์ในการขยายบริษัท ของ เจนเนอรัล 
    มอเตอร์ส คอร์เปอเรชั่น ในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิค ศูนย์การผลิตรถยนต์มูลค่ากว่า 24,000 ล้านบาท ของบริษัท ที่ได้มาลงทุนที่ประเทศไทย ณ จังหวัดระยองนั้น ถือเป็นศูนย์การผลิตหนึ่งในสี่ที่เหมือนกันและมีความทันสมัยมาก ของเจนเนอรัล มอเตอร์ส ศูนย์การผลิตอีกสามแห่ง ล่าสุดนั้นตั้งอยู่ใน เมืองกลิวิส โปแลนด์ เมืองโรซาริโอ อาร์เจนตินา และเมืองเซี่ยงไฮ้จีน

         ศูนย์การผลิตรถยนต์ เจเนอรัล มอเตอร์ส ประเทศไทยนั้น ตั้วอยู่ห่างจากกรุงเทพไปทางทิศตะวันออกประมาณ 117 กิโลเมตร มีพื้นที่รวม 440 ไร่ในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด อำเภอปลวกแดง จังหวัดระยอง ได้มีการวางศิลาฤกษ์ เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2539 และไ้ด้ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จเมื่อเดือนธันวาคม 2542 และได้มีการดำเนินการทำการทดสอบการผลิตหลังจากนั้นเป็นต้นมา ในจำนวนพื้นที่ใช้สอยทั้งสิ้นกว่า 106,000 ตารางเมตร ภายในศูนย์การผลิตรถยนต์นี้ ประกอบไปด้วย โรงงานขึ้นรูปตัวถังรถยนต์ โรงงานสี และโรงงานประกอบรถยนต์ ศูนย์การผลิตรถยนต์แห่งนี้มีกำลังการผลิต 40,000 คันต่อปี ซึ่งทางศูนย์การผลิตฯ จะเริ่มทำการผลิตรถยนต์เพื่ิอการพานิชย์ ตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2543 เป็นต้นไป
  • ประวัติรถยนต์
         เชฟโรเลต มีการประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อเดือน พฤศจิกายน 2541 ว่ารถยนต์รุ่นแรกที่ทางจีเอ็มจะทำการผลิตใน
    ประเทศไทยคือ รถยนต์ซาฟีรา ซึ่งจะดำเนินการผลิตจำนวน 40,000 คันต่อปี โดยในจำนวนนี้จะทำการส่งออกไปยังตลาด
    ต่าง ๆ ทั่วโลก โดยจะทำการส่งออก ไปยังทวีปยุโรประมาณ 85% และที่เหลือจะเป็นการจำหน่ายยังตลาดภายในประเทศ
    เชฟโรเลต (ชื่อในประเทศไทย) หรือเชฟโรเลต์ (ชื่อในประเทศอื่น ๆ ) (ภาษาอังกฤษ : Chevrolet) เป็นบริษัทผลิตรถยนต์
    ในสหรัฐอเมริกา ในปัจจุบันเป็นส่วนหนึ่งของเจนเนอรัล มอเตอร์ส เชฟโรเลตมีชื่ออย่างไม่เป็นทางการว่า เชฟวี (Chevy)
     เชฟโรเลตผลิตรถยนต์ออกมาหลายรุ่น โดยรุ่นที่นิยมมากของเชฟโรเลต คือ อิมพาลา และ คอร์เวตต์ ในปี พ.ศ. 2548 
    ในสหรัฐอเมริกา เชฟโรเลตทำยอดขายเอาชนะคู่แข่งฟอร์ด เป็นครั้งแรกในรอบ 19 ปี 

          25102010095326.jpg        25102010095318.jpg 

         เชฟโรเลตก่อตั้งโดย หลุยส์ เชฟโรเลต์ และวิลเลียม ซี ดูแรนต์ ในวันที่ 3 พฤศจิกายน ค.ศ. 1911 ได้เข้าสู่ตลาดบริษัท
    รถยนต์และในปี ค.ศ. 1916 เชฟโรเลตทำกำไรมากพอทำให้ ดูแรนต์ได้ซื้อหุ้นส่วนของบริษัทเจเนอรัลมอเตอร์ส และใน
    ปี ค.ศ. 1917 ดูแรนต์ได้กลายมาเป็นประธานบริษัท เจเนอรัลมอเตอร์ และเชพโรเลตได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัท
         ในช่วงปี ค.ศ. 1936 เชฟโรเลตเป็นที่นิยมมากจนได้ชื่อว่า 1 ใน 10 ของรถทั้งหมดที่ขายในสหรัฐอเมริกา ช่วงนั้น
    จะต้องมีหนึ่งคันที่เป็นเชฟโรเลต

    เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด
        
    เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2543 โดยเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท
     เจเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด บริษัทจะทำการจัดสรร รถยนต์ที่ผลิตโดย เจเนอรัล มอเตอร์ส และให้การบริการ 
    แก่ผู้แทนจำหน่ายของบริษัทฯ ในประเทศไทย เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด มีสำนักงานใหญ่อยู่ในจังหวัดกรุงเทพฯ
     รถยนต์เชฟโรเลต ซาฟิรา จะเป็นรถยนต์รุ่นแรกของบริษัท เจเนอรัล มอเตอร์ส ที่จะมีการทำการตลาด โดยผ่านทาง เครือข่าย
    ผู้จัดจำหน่ายของบริษัท เครือข่ายผู้แทนจำหน่ายของบริษัท มีอยู่ทั้งสิ้น 21 แห่งทั่วประเทศไทยในขณะนี้ ซึ่งจะมี 4 แห่งตั้งอยู่
    ในเขตกรุงเทพฯ และที่เหลือจะกระจายอยู่ในเขตการตลาดตามหัวเมืองใหญ่ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ
  • ประวัติรถยนต์
             รถสปอร์ตสายพันธุ์อิตาลีที่มีชื่อเสียงโด่งดัง เป็นที่รู้จักกันดีทั่วโลก สปอร์ตสายพันธุ์ดุ ภายใต้สโลแกน "ม้าลำพองจากเมือง Maranello" (THE PRANCING HORSE FROM MARANELLO) สัญลักษณ์ของ Ferrari แยกออกได้เป็นสามส่วน และแต่ละส่วนมีที่มาแตกต่างกัน ไล่ไปตั้งแต่พื้นสีเหลืองคือ สีประจำเมืองโมเดนา (MODENA) ซึ่งเป็นเมืองที่ตั้งของโรงงาน รูปมากำลังเผ่นโผนเป็นสัญลักษณ์ประจำตัว FRANCESCO BARACCA นักบินฝีมือดีสมัยสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง แถมสีเขียว-ขาว-แดง ที่พาดอยู่ตอนบนคือสีธงชาติอิตาลี

    ประวัติความเป็นมาของ Ferrari
             ประวัติความเป็นมาของ ENZO FERRARI ผู้ก่อตั้งกิจการและนำ Ferrari มุ่งสู่รถสปอร์เบอร์หนึ่งของโลก ในอดีตของ ENZO FERRARI 25102010092227.jpgเคยเป็นนักขับรถแข่งให้แก่ อัลฟ่า โรมิโอ มาก่อนในปี 1940 ขณะที่มีอายุ 42 ปี เขาลาออกและก่อตั้งกิจการขึ้นเอง มีชื่อว่า SOCIETA AUTO AVIO CONSTRUZIONI  FERRARI กิจการที่ทำคือ ออกแบบและผลิตรถแข่ง และนั่นคือจุดเริ่มต้นตำนานรถสปอร์ต "ม้าลำพองจากเมือง maranello " ที่มีทีมแข่งรถที่มีชื่อเสียงมากว่า 4 ทศวรรษ
             Ferrari คว้าตำนานแชมป์โลกผู้ผลิตมาแล้วรวม 14 ครั้ง คว้าแชมป์การแข่งลอมังส์ 24 ชั่วโมง 9 ครั้ง ชนะเลิศการแข่งรถฟอร์มูล่า 1 ชิงแชมป์โลกรวม 103 ครั้ง ครองตำแหน่งแชมป์โลกผู้สร้างรถ 6 สมัย ในวงการแข่งรถฟอร์มูล่า -1 ชิงแชมป์โลก Ferrari คือทีมที่ประสบความสำเร็จสูงสุดควบคู่กับการแข่งรถคือ การผลิตสปอร์ตชั้นยอด เพื่อจำหน่ายให้แก่นักเลงรถยนต์ผู้มีรสนิยม โดยที่ส่วนใหญ่ Ferrari จะออกแบบและผลิตเครื่องยนต์ขึ้นเอง และว่าจ้างผู้ชำนาญด้านตัวถัง  เช่น ฟินินฟาริน่า ฯลฯ เป็นผู้ออกแบบตัวถังในช่วง 46 ปีที่ผ่านมา คือตั้งแต่ปี 1946 จนถึงปัจจุบัน Ferrari ผลิตเครื่องยนต์ไปแล้วประมาณ 160 แบบ และผลิตรถสปอร์ตแบบต่างๆ ออกจำหน่ายในตลาดรวมทั้งสิ้นประมาณ 60,000 คัน รถที่ผลิตมากที่สุด คือ Ferrari 328 จีทีเอส ทำสถิติสูงถึง 4,979 คัน  
          
                                                                                            
  • ประวัติรถยนต์

                   ฟอร์ด (FORD) ซึ่งเป็นยี่ห้อของรถ ได้มาจากชื่อสกุลของนาย HENRY FORD อัจฉริยะนักประดิษฐ์ ผู้ก่อตั้ง
    กิจการรถ
    ยนต์ฟอร์ดซึ่งในสหรัฐอเมริกาเมื่อเกือบศตวรรษที่ผ่านมานั่นเอง สัญลักษณ์รถยนต์ฟอร์ดที่ใช้กันทั่วโลกเป็นรูป
    วงกลมสีน้ำเงินมีเส้น
    ขอบสีขาวและตรงกลางเป็นตัวอักษร FORD สีขาว ฟอร์ด

                    ฟอร์ดมอเตอร์หรือเรียกอีกอย่างว่า ฟอร์ด (Ford motor company) บริษัทผลิตรถยนต์รายใหญ่ของโลก
    ตั้งอยู่ที่รัฐมิซิแกน ก่อตั้งโดย เฮนรี ฟอร์ด ปัจจุบันเป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 2 ของโลก รองจาก เจเนรัลมอเตอร์ ฟอร์ด
    มอเตอร์เป็นเจ้าของยี่ห้อรถยนต์ต่าง ๆ  ได้แก่ ฟอร์ด
    (Ford), ลิงคอล์น (Lincoln), เมอร์ควรี (Mercury) นอกจากนี้
    ยังเข้าไปถือหุ้นใหญ่ในกิจการของบริษัทรถยนต์ของญี่ปุ่นอย่างมาสด้า
    (Mazda)
    25102010093217.jpgทุกวันนี้
    ฟอร์ดมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทย “ดีทรอยต์แห่งเอเชีย”
    และฟอร์ด
    ตั้งใจจะเพิ่มการผลิตขึ้นอีกเพื่อทำให้ธุรกิจเติบโตและสร้างความพึงพอใจสูงสุด
    ให้ลูกค้า แต่การดำเนินการในช่วงเริ่มแรก
    นั้นไม่ราบเรียบเท่าไรนัก ในปี 2503 ฟอร์ดได้
    ถือกำเนิดขึ้นมาเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ในเวลานั้น บริษัท ไทย มอเตอร์ อินดัสทรี 
    ได้ก่อตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นบริษัทร่วมทุนระหว่าง แองโกล-ไทย มอเตอร์กับฟอร์ด ยู.เค.
    และบริษัทนี้ก็เริ่มทำงานประกอบ
    ชิ้นส่วนรถยนต์อย่างรวดเร็ว ต่อมาในปี 2516 ได้มี
    การจัดตั้งกิจการร่วมทุนดังกล่าวเป็นบริษัทลูกของฟอร์ด ในชื่อของฟอร์ด
    ประเทศไทย
    แต่บริษัทนี้ยุติการดำเนินการในปี  2519
                แต่ฟอร์ดยังคงไม่ละทิ้งความพยายามโดยรุกตลาดไทยอีกครั้งหนึ่งในปี 2538 พร้อมทั้งก่อตั้ง บริษัท ออโต  อรลิอันซ์ จำกัด ขึ้นซึ่งตั้งอยู่ที่จังหวัดระยอง ออโต อลิอันซ์ มีฟอร์ดเป็นเจ้าของร่วม (ร้อยละ 48) มาสด้า (ร้อยละ 45) เคพีเอ็น (ร้อยละ 2) และเอสเอ็มซี (ร้อยละ 5) โรงงานดังกล่าวเป็นการลงทุนมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์ และมีหน้าที่หลักในการผลิตรถกระบะฟอร์ด เรนเจอร์และมาสด้า ไฟท์เตอร์ บีซีรีส์

                   



     
    บริษัท ฟอร์ด เซลล์ & เซอร์วิส (ประเทศไทยจำกัด)

                   ก่อตั้งขึ้นในเดือน กรกฎาคม ปี 2539 และบริหารงานโดยบริษัท ฟอร์ดมอเตอร์ในสหรัฐอเมริกา ซึ่งถือหุ้นทั้งหมดและรับผิดชอบด้านกิจกรรมด้านการตลาดทั้งหมดของฟอร์ดในประเทศไทย ตลอดจนควบคุมการจำหน่ายทั่วประเทศ ส่งผลให้ฟอร์ดสามารถศึกษาความต้องการของลูกค้า ชาวไทย เพื่อให้เจ้าของฟอร์ดชาวไทย ได้รับประสิทธิภาพสูงสุดจากรถยนต์ฟอร์ด ตลอดจนตัวแทนจำหน่ายและบริการในประเทศไทย ทุกราย ผ่านการคัดเลือกเป็นอย่างดีแล้วว่า มีคุณสมบัติครบถ้วน เพื่อให้บริษัทสามารถนำความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้าได้ตามเป้าหมาย

                    ในเดือนกรกฎาคม ปี 2541 ออโต อลิอันซ์ (ประเทศไทย) ได้เปิดตัวรถกระบะฟอร์ดเรนเจอร์ ที่โรงงานผลิต
    แห่งใหม่ในจังหวัดระยอง โดยคาดไว้ว่าจะมีการผลิตรุ่นนี้ 130,000 คันต่อปี แยกเป็นรถยนต์ที่ประกอบสำเร็จ 100,000 คัน
    และชุดชิ้นส่วนอีก 30,000 ชุด สำหรับส่งออกไปโรงงานประกอบแห่งอื่นๆ

                    นอกจากนี้ ฟอร์ด ไทยแลนด์ จะริเริ่มคิดค้นการพัฒนาที่สำคัญ  ทำการลงทุนอย่างต่อเนื่องและเก็บรักษา
    สิ่งแวดล้อมเพื่อสังคม ฟอร์ดเป็นผู้บุกเบิกด้านเทคโนโลยีแกสโซฮอล์ของโลก และบริษัทที่ตั้งอยู่ในประเทศไทยก็กำลัง
    เพียรพยายามเพื่อเปิดตัวเทคโนโลยี ดังกล่าวในประเทศไทยในอนาคต  เพื่อประโยชน์ของลูกค้าฟอร์ดในประเทศไทย

    การลงทุนของฟอร์ด ในอนาคตของประเทศไทย

                    ฟอร์ดลงทุน 500 ล้านดอลลาร์ใน 6 บริษัทใหม่ในประเทศไทย ส่วนบริษัท ออโต อลิอันซ์ (ประเทศไทย)
    จำกัด ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือน มีนาคม ปี 2543 ฟอร์ดเปืดตัว ฟอร์ดเลเซอร์ และมาสด้า 323 ซึ่งผลิตโดยออโต อลิอันซ์ในตลาด
    ประเทศไทยโดยมีการคาดว่าจะผลิตรถรุ่นนี้ 130,000 คัน ต่อปี แยกเป็นรถยนต์ที่ประกอบสำเร็จ 100,000 คัน สำหรับจำหน่าย
    ในประเทศไทยและตลาดในภูมิภาคเอเชีย แปซิฟิคอื่นๆ และชุดชิ้นส่วนอีก 30,000 ชุด สำหรับส่งออกไปโรงงานประกอบ
    แห่งอื่น ๆ ออโต อลิอันซ์(ประเทศไทย) เป็นบริษัทร่วมทุนกับมาสด้า และพันธมิตรอื่น ๆในประเทศไทย

                    บริษัท ฟอร์ด เซลล์ & เซอร์วิส (ประเทศไทยจำกัด) รับผิดชอบด้านการดำเนินกิจกรรมการตลาดและจำหน่ายทั้งหมดของฟอร์ดในประเทศไทย เพื่อผลักดันให้ฟอร์ดสามารถนำประสบการณ์เป็นเจ้าของรถยนต์อันยอดเยี่ยมมามอบให้แก่ลูกค้าชาวไทย

                    นอกจากนี้ฟอร์ดยัง เปิดตัวโปรแกรม “2000” ของฟอร์ดเพื่อเสริมการดำเนินการของศูนย์บริการลูกค้าโดยการให้
    บริการสายด่วนในกรุงเทพฯ และให้ลูกค้าจากทุกจังหวัดโทรติดต่อได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย นอกจากนี้การบริการดังกล่าวยังมีหน่วย
    บริการเคลื่อนที่ ซึ่งดำเนินการโดยมีตัวแทนจำหน่ายอีกด้วย และยังมีการจัดตั้งศูนย์ฝึกอบรมการบริการใหม่ขึ้น ซึ่งบรรลุมาตรฐาน
    การบริการอันยอดเยี่ยม  โดยฟอร์ดมีตัวแทนจำหน่ายมากกว่า 90 ราย และจะมีการแต่งตั้งตัวแทนจำหน่ายรายใหม่ ๆเพิ่มขึ้นอีก
    เรื่อย ๆ

                    บริษัทฟอร์ด โอเปอเรชันส์ (ประเทศไทย) จำกัด ก่อตั้งเมื่อเดือนตุลาคม ปี 2539 เป็นองค์กรสนับสนุนสำหรับ
    ในเครือฟอร์ดในประเทศไทย และสนับสนุนกิจกรรมที่ได้รับการเลือกสรรแล้วในภูมิภาคนี้

                    บริษัท พริมัส ลิสซิง จำกัด ก่อตั้งโดย ฟอร์ด เครดิต ในปี 2539 ให้บริการสินเชื่อยานยนต์ครบวงจรแก่ตัวแทน
    จำหน่ายของฟอร์ดและมาสด้าและลูกค้ารายย่อยในประเทศไทย

                    บริษัท บีควิก เซอร์วิส จำกัด ให้บริการด้านระบบห้ามล้อ แซลซีส์ และคลัทช์ ยาง แบตเตอรี่และการเปลี่ยนถ่าย
    น้ำมันสำหรับรถยนต์ทุกยี่ห้อ

                    บลริษัท ฮัลลา ไคลเมต คอนโทรล ไทยแลนด์จำกัด ก่อตั้งเมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2539 เป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์
    เช่น อุปกรณ์ควบคุมอุณหภูมิ  หม้อน้ำและอุปกรณ์ถ่ายเทความร้อน โดยฟอร์ดถือหุ้นร้อยละ 40 และ มันโด (เอชซีซี) จากเกาหลี
    อีกร้อยละ 60 และล่าสุดกับการเปิดตัว
    Ford Foucus E20, Ford Foucus Disel , Ford Everest Navi , Ford Renger
    Wild Track
    กระบะ 100% และอีกหลากหลายกิจกรรม ไม่ว่าจะเป็นการเชิญสาวน้อยมหัศจรรย์ ทาทา ยัง มาเป็นแบรนด์
    แอมบาสเดอร์หรือแคมเปญเด็ด ๆ
    Ford จะยังคงอยู่คู่กับคนไทยต่อไป และอีกไม่นานคุณจะได้พบกับความเปลี่ยนแปลงครั้ง
    ยิ่งใหญ่ ทั้งการปรับปรุงด้านองค์กร และผลิตภัณฑ์ที่เตรียมพร้อมลุยตลาดในปีหน้า พ.ศ.2552

  • ประวัติรถยนต์

       25102010100216.jpg     

            ฮอนด้า มอรเตอร์ (Hondo Motor)  เป็นบริษัทผลิตรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่น  โดยผลิตรถยนต์ รถบรรทุก จักรยานยนต์ และเครื่องจักอุตสาหกรรมหนักอีกหลายประเภท ฮอนด้ามีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น ฮอนด้า ก่อตั้งเมื่อ 24 กันยายน พ.ศ. 2492 โดยนายโซอิจิโร่ ฮอนดะ เริ่มรุกตลาดโลกโดยการผลิตรถจักรยานยนต์ฮอนด้า เริ่มประสบความสำเร็จจากรถยนต์ที่มีชื่อว่า ฮอนด้า ซีวิค โดยเริ่มออกขายในปี พ.ศ. 2515 ต่อมาในปี พ.ศ. 2529 ฮอนด้าได้ไปเปิดรถยนต์ยี่ห้อใหม่ในสหรัฐอเมริกา คือ แอคิวร่า ซึ่งเป็นรถญี่ปุ่นรายแรกที่ไปเปิดรถญี่ห้อใหม่ในอเมริกา



            
          
                 นายโซอิจิโร่ ฮอนดะ

    บริษัท  ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทยจำกัด)

                    เริ่มดำเนินธุรกิจในประเทศไทยเมื่อปี 2526 ซึ่งนับว่าเป็นผู้ผลิตรถยนต์ที่เข้ามาดำเนินธุรกิจอุตสาหกรรมยานยนต์
    ไทยรายหลัง ๆ โดยมีอายุเพียงสองทศวรรษ ปัจจุบันฮอนด้านับว่าเป็นผู้ผลิตยานยนต์นั่งรายใหญ่ที่สุดของประเทศ มีการเติบโต
    ยอดจำหน่ายที่รวดเร็วโดย ยอดจำหน่ายตั้งแต่เริ่มดำเนินการจนถึงปี 2547 มียอดรวมกว่า 520,000คัน หากนับยอดรวมจนถึง
    ปี 2549 ฮอนด้าจะมียอดจำหน่ายรถยนต์ รวมสูงถึง 645,000 คัน

                    ด้วยความมุ่งมั่นในการให้ความพึงพอใจสูงสุดให้แก่ลูกค้า ปัจจุบันมีผู้จำหน่ายรวม 137 แห่ง กระจายอยู่ทั่วประเทศ
    แทบทุกจังหวัด เพื่อให้ครอบคลุมการให้บริการลูกค้าอย่างทั่วถึง สอดคล้องกับความต้องการของตลาด และความนิยมที่เปลี่ยนแปลง
    ไปอย่างรวดเร็วของผู้บริโภค นอกเหนือจากการผลิตรถยนต์นั่งเพื่อจำหน่าย ภายในประเทศ ฮอนด้ายังเห็นความสำคัญในการใช้เป็น
    ฐานในการผลิตรถยนต์นั่งเพื่อส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ในแถบภูมิภาคนี้ อันเป็นการสร้างรายได้เข้าสู่ประเทศ อีกทางหนึ่งด้วย
    ซึ่งมีมูลค่าการส่งออกทั้งในรูปของรถยนต์สำเร็จรูป และชิ้นส่วน 31,149 ล้านบาทในปี 2547

                    นอกเหนือจากผลิตภัณฑ์คุณภาพเลิศที่เหนือชั้น ด้านเทคโนโลยีแล้ว บริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย)
    จำกัดยังมุ่งมั่นนำเสนอ “ความยินดีที่ได้ซื้อ” ให้แกลูกค้าด้วยการสร้างสรรค์กระบวนวิธีเป็นเจ้าของฮอนด้า ได้ง่ายๆ และสะดวก
    ยิ่งขึ้น  ขณะเดียวกันก็นำเสนอบริการขาย หลังการขาย และบริการชิ้นส่วนอะไหล่ หลากหลายรูปแบบตามความต้องการหรือเหนือ
    ความคาดหมายของลูกค้า ดังนั้นบริษัทฯและผู้จัดจำหน่ายของเราจึงนำเสนอทุกสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ซึ่งได้แก่ผลิตภัณฑ์ฮอนด้า
    บริการหลังการขาย และบริการด้านอะไหล่

                    อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น ฮอนด้ามีเครือข่ายผู้จำหน่ายรวม 137 แห่งทั่วประเทศ และอนาคตอันใกล้มีแผนที่จะขยาย
    เครือข่ายเพิ่มขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าให้ไม่ต้องเดินทางไหลอีกต่อไป ซึ่งที่โชว์รูมของฮอนด้าท่านจะได้พบกับรถยนต์
    ฮอนด้ารุ่นล่าสุด พนักงานใบหน้ายิ้มแย้มพร้อมเป็นมิตร พร้อมที่จะให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์อยางรอบด้าน และซื่อสัตย์จริงใจแก่ลูกค้า
    ทุกท่าน รถทดสอบที่พร้อมขับทันทีหลังแจ้งความจำนง และที่ลูกค้ามั่นใจได้เต็มเปี่ยมว่าคำสั่งซื้อของตนจะได้รับการดำเนินขั้นตอน
    และส่งมอบอย่างรวดเร็วตรงเวลา

                    ฮอนด้าปรารถนาให้การเป็นเจ้าของรถยนต์ฮอนด้ามีขั้นตอนที่เรียบง่าย และเป็นประสบการณ์ที่น่าภาคภูมิใจยิ่งขึ้น
    ด้วยเหตุนี้เราจึงแนะนำบริการใหม่เพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ อาทิ บริการเช่าซื้อ ฮอนด้า ลีสซิ่ง ซึ่งอนุมัติสินเชื่อให้ลูกค้าอย่างรวดเร็ว
    และมีรูปแบบการให้เช่าซื้ออย่างหลากหลาย รวมทั้งบริการทำประกันภัยที่มีประโยชน์ ตอบแทนคุ้มค่าเป็นพิเศษ จากบริษัท เอช ซี
    ที อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด ซึ่งมีสายสัมพันธ์ที่แนบแน่น กับบริษัทประกันภัยชั้นนำหลายแห่ง นอกจากนี้ลูกค้ายังสามารถนำรถ
    เก่า มาแลกซื้อรถใหม่ หรือรถเก่าคุณภาพที่ดี ออโตเทอเรซ ของฮอนด้า โดยมั่นใจได้ว่ารถของท่านจะได้รับการราคาแลกซื้อที่เป็น
    มาตรฐาน พร้อมการรับประกันเป็นระยะเวลา 6 เดือน หรือ 10,000 กิโลเมตร ในกรณีที่เป็นการแลกซื้อรถฮอนด้ามือสอง

                    ลำดับเหตุการณ์สำคัญอย่างย่อ

    *พ.ศ. 2526 ก่อตั้งบริษัท ฮอนด้าคาร์ส (ประเทศไทย) จำกัด
    *พ.ศ. 2547 เริ่มผลิตรถยนต์ฮอนด้า ครั้งแรกในประเทศไทย โดยบริษัท บางชัน เจเนอรัล แอสเซมบี้ จำกัด
    *พ.ศ. 2535 ก่อตั้งบริษัท ฮอนด้า คาร์ส แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อผลิตรถยนต์ที่โรงงานมีนบุรีพ.ศ. 2536 
    บริษัท ฮอนด้า คาร์ส แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด เริ่มดำเนินธุรกิจ
    *พ.ศ. 2539 บริษัท ฮอนด้า คาร์ส แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 
    และเปิดตัวรถยนต์ ฮอนด้า ซิตี้สู่ตลาดโลกเป็นครั้งแรก ,ส่งออกชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ ฮอนด้า ซิตี้เป็นครั้งแรก
    *พ.ศ. 2540 เริ่มต้นส่งออกรถยนต์ฮอนด้า ซิตี้ ไปจำหน่ายยังประเทศสิงคโปร์และบรูไน ,ส่งออกชิ้นส่วนอะไหล่ของรถยนต์ 
    ฮอนด้า แอคคอร์ด ไปจำหน่ายยังประเทศมาเลเซีย และฟิลิปปินส์
    *พ.ศ. 2541  ฮอนด้า คาร์ส แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับ ISO 9002 ,รถยนต์ ฮอนด้า แอคคอร์ด และฮอนด้า 
    ซีอาร์-วี ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมแห่งปี  ,ส่งออกรถยนต์ ฮอนด้า แอคคอร์ดไปจำหน่ายยังประเทศ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์
    *พ.ศ. 2542 ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ ซีวิค วีเทคเลฟ และ แอคคอร์ด วีเทคเลฟ ซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์มลพิษต่ำ เป็นครั้งแรก
    ในประเทศไทย บริษัท ฮอนด้า คาร์ส แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับ ISO 14001, รถยนต์ฮอนด้า ซิตี้ไทพ์ซีร์ , 
    ฮอนด้า แอคคอร์ด และฮอนด้า ซีอาร์-วี ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมแห่งปี
    *พ.ศ. 2543 โชว์รูมพร้อมศูนย์บริการ และอะไหล่รถยนต์ฮอนด้า สาขาบางนา และสาขาพระนครศรีอยุธยาได้รับ ISO 9002, 
    ก่อตั้งบริษัท ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งผนวกรวมหน่วยงานการผลิตกับการจัดจำหน่ายเข้าด้วยกัน , รถยนต์
    ฮอนด้าซีอาร์-วี ได้รับรางวัลยานยนต์ดีเด่นแห่งปี
    *พ.ศ. 2544 รถยนต์ฮอนด้า ซีวิค ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมแห่งปี
    *พ.ศ. 2545 จำหน่ายรถยนต์ ฮอนด้า ซีวิค ไฮบริด ซึ่งติดตั้งเครื่องยนต์ที่โดดเด่นในการประหยัดน้ำมัน ระดับสูง และเป็นมิตร
    กับสิ่งแวดล้อมเป็นครั้งแรกในประเทศไทย , บริษัทฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ได้รับรางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม 
    (TAQA) ด้านบริการหลังการขาย ประเภทรถยนต์นั่ง รถยนต์ ฮอนด้า ซีอาร์-วี ได้รับรางวัลธุรกิจยานยนต์ยอดนิยม (TAQA) 
    ด้านผลิตภัณฑ์ประเภทรถเอนกประสงค์
    *พ.ศ. 2546 โชว์รูมพร้อมศูนย์บริการอะไหล่รถยนต์ฮอนด้า สาขาบางนา และสาขาศรีอยุธยาได้รับ ISO 14001 รถยนต์ฮอนด้า 25102010100013.jpg
    ซีวิค ได้รับการจัดอันดับให้เป็น ที่หนึ่งด้านคุณภาพรถใหม่ (IQS) เป็นปีที่ 2 ติดต่อกัน และด้านการออกแบบจาก J.D. Power 
    Asia Pacific, ส่งออกรถยนต์ฮอนด้าซิตี้ ไปจำหน่ายยังประเทศญี่ปุ่นโดยใช้ชื่อว่า “ฟิต เอเรีย”
    *พ.ศ. 2547 รถยนต์ฮอนด้าแจ๊ส และฮอนด้า แอคคอร์ด ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมแห่งปี ,รถยนต์ฮอนด้าแจ๊สได้รับการจัดอันดับ
    ให้เป็นที่หนึ่งด้านคุณภาพรถใหม่ (IQS) และฮอนด้าซิตี้ได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่หนึ่งด้านการออกแบบจาก J.D. Power Asia 
    Pacific
    *พ.ศ. 2548 รถยนต์ฮอนด้าแจ๊ส ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมแห่งปีที่ 2 ติดต่อกัน , รถยนต์ฮอนด้า ซิตี้ได้รับการจัดอันดับให้เป็นที่หนึ่ง
    ด้านคุณภาพรถใหม่ (IQS) ด้านการออกแบบ
    *พ.ศ. 2549  รถยนต์ ฮอนด้า ซีวิค ได้รับรางวัลยอดเยี่ยมแห่งปี ,รถยนต์ฮอนด้า ซิตี้ ซีเอ็กซ์ และฮอนด้าซีวิคได้รับการจัดอันดับ
    ให้เป็นที่หนึ่งด้านการออกแบบ


  • ประวัติรถยนต์
              สัญลักษณ์ของ อีซูซุ เป็นรูปเสาหินยอดแหลมสีขาว 2 ต้นบรรจุอยู่ในพื้นสี่เหลี่ยมสีแดง โดยมีอักษร isuzu สีขาว
    เป็นฐานกความหมายของสัญลักษณ์ดังกล่าวนี้ก็คือเสาหินต้นแรกหมายถึงบริษัท อีซูซุ ผู้แทนจำหน่าย และ ผู้ร่วมงานทั่วโลก
    เสาหินต้นที่สองหมายถึง ความซื่อสัตย์บูรณภาพ ส่วนสีแดงหมายถึง แรงจูงใจและความคิดสร้างสรรค์ โดยส่วนรวมสัญลักษณ์
    นี้จึงหมายถึง ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน และเป็นแหล่งรวมขอความชำนาญ ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์และบริการอันทรง
    คุณภาพทั่วโลก

                    บริษัท อีซูซุ มอเตอร์ จำกัด เป็นผู้ผลิตยานพาหนะเพื่อการพาณิชย์ และ รถบรรทุกของหนัก มีสำนักงานใหญ่ที่
    โตเกียว ประเทศ ญี่ปุ่น ในปี พ.ศ.2548 อีซูซุ คือผู้ผลิตรถบรรทุกขนาดกลาง และ ขนาดใหญ่ที่มากที่สุดในโลก โดยมีฐาน
    การผลิตอยู่ที่เมือง ฟูจะซะวะ และยังมีที่ จังหวัดโทะจิงิ และ จังหวัดฮกไกโด อีกด้วย  และกว่า 50 ปีใน
    Thiland automotive
    อุตสาหกรรม isuzu เติบโตขึ้นผู้ด้านผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงและเทคโนโลยี ซึ่งอยู่บนพื้นฐานความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

                    ความหมายสัญลักษณ์ อีซูซุ

                    ประวัติความเป็นมาของอีซูซุ เริ่มต้นในปี 1906 เมื่อบริษัท TOKYO ISHIKAWAGINA SHIP BUILBING AND
    ENGINEERING CO.
    รวมตัวกับบริษัท POKYO GAS AND ELECTIC INDUSTRIAL CO. เพื่อประกอบกิจการผลิตรถยนต์
    จำหน่าย ในญี่ปุ่น ตามแบบของบริษัท
    WOLSELEY แห่งประเทศอังกฤษ 13 ปี หลังจากนั้นคือ ในปี 1919 บริษัทดังกล่าวก็แยก
    ออกมาเป็นบริษัทอิสระ มีชื่อว่า
    ISHIKAWAJIMA AUTOMOTIVE WORKS CO. (ภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น AUTOMOBILE
    INDUSTRIES CO.)
    และธุรกิจของบริษัทก่อตั้งขึ้นใหม่นี้คือ บริษัทรถยนต์นั่งตามแบบของตนโดยไม่พึ่งพาบริษัทอังกฤษ เช่น
    บริษัทในระยะแรกๆ บริษัทนี้ผลิตรถออกจำหน่ายในชื่อ สุมิดะ (
    SUMIDA) และ ชิโยดะ (CHIYODA) ต่อมาในภายหลังจึงปลี่ยน
    มาใช้ชื่ออีซูซุ ซึ่งเป็นชื่อของแม่น้ำสายหนึ่งในญี่ปุ่นเพียงชื่อเดียว สำหรับชื่อ
    ISUZU MOTORS LIMIGED ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้
    เริ่มใช้ครั้งแรกเมื่อปี 1949 และ 22 ปี หลังการเปลี่ยนชื่อครั้งล่าสุดคือ เมื่อวันที่ 16 กรกฎาคม 1971 อีซูซุก็ได้ทำสัญญาความร่วมมือกับ เจเนอรัล มอเตอร์ คอร์พอเรชั่น (
    GENERAL MOTORS CORPORATION) แห่งสหรัฐอเมริกาซึ่งยังส่งผลให้เจเนอรัล
    มอเตอร์ กลายเป็นผู้ถือหุ้นร้อยละ 34.2 ของอีซูซุตราบจนปัจจุบัน รถยนที่อีซูซุผลิตออกมาจำหน่ายในปัจจุบันมีตั้งแต่รถยนต์นั่ง
    รถกระบะ รถบรรทุก รถโดยสาร รถแทรคเตอร์ ไปจนถึงรถที่ใช้ในงานก่อสร้างสารพัดชนิด เช่น รถตักดิน รถผสมคอนกรีต ฯลฯ
    เฉพาะในส่วนของรถยนต์นั่นในรอบปี 1989 ทำยอดขายในญี่ปุ่นได้ประมาณ 43,000 คัน หรือเท่ากับร้อยละ 1.0 ของตลาด
    บริษัทอีซูซุ มอเตอร์ จำกัด เป็นผู้ผลิตยานต์พาหนะเพื่อการพานิชย์ และรถบรรทุกของหนัก มีสำนักงานใหญ่ ในโตเกียว ประเทศ
    ญี่ปุ่น ในปี พ.ศ. 2548 อีซูซุคือ ผู้ผลิตรถบรรทุกขนาดกลางและขนาดใหญ่ที่มากที่สุดในโลก โดยมีฐานการผลิตอยู่ที่เมือง ฟูจิซะวะ และยังมีที่ จังหวัด โทะจิงิ และจังหวัด ฮอกไกโด อีกด้วย  

  • ประวัติรถยนต์

                    โปรตอน (Proton) เป็นชื่อของผู้ผลิตรถประจำชาติประเทศมาเลเซียเป็นตัวย่อของภาษามาเลย์จากคำว่า
    PeRusahaan OTOmobil Nasional ซึ่งแปลว่าบริษัทรถยนต์แห่งชาติ ก่อตั้งเมื่อปีพ.ศ. 2526 (ค.ศ. 1983 ) ภายใต้
    การนำของอดีตนายกรัฐมนตรี มหาธีร์ โมฮัมหมัด ใช้ชื่อบริษัทว่า โปรตอน โฮลติงส์เบอร์ฮาด (
    Proton Holding Berhad)
    เป็นบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหุ้นมาเลเซีย

                    โดยอาศัยเทคโนโลยีและชิ้นส่วนของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ส โมเดลรุ่นแรกก็ได้ถือนำเนิดขึ้นเมื่อเดือนกันยายน
    ปี พ.ศ. 2528 (ค.ศ. 1985) ภายใต้ชื่อ โปรตอน ซากา (
    Proton Saga) โดยประกอบในเมืองซาห์อาลาม รัฐสลังงอร์
    แรกเริ่มก็ใช้ชิ้นส่วนต่างๆ ถ่ายทอดความรู้และเทคโนโลยีมาเป็นของโปรตอนเอง โปรตอน ซากา ผลิตครบคันที่ 1  แสน
    ในเดือน มกราคม พ.ศ. 2532

    25102010144735.jpg

                    โปรตอน ซากา (Proton Saga)

                     ช่วงทศวรรษที่ 90 โปรตอนก็ได้เปลี่ยนโลโก้จากเดิมที่ออกแบบ คล้ายดาวเดือนในธงชาติมาเลเซีย มาใช้เป็นหัวเสือแบบปัจจุบันแทน ในปี พ.ศ. 2536 (ค.ศ.1993) โปรตอนก็ออกรุ่นใหม่ ชื่อ โปรตอน วีรา (Proton Wira) โดยถอดแบบมาจากมิตซูบิตชิ แลนเซอร์ และสามารถขายได้ถึง 220,000 คัน ระหว่างปี 2539 ถึง 2541 รุ่นต่อมาคือ โปรตอน เพอดานา (Proton Perdana) พัฒนามมาจากมิตซูบิตชิ กาแลนท์ เริ่มผลิตครั้งแรกในปี พ.ศ. 2538 เพื่อขยายตลาดไปสู่ระดับสูงขึ้น จนถึงปี พ.ศ 2545 (ค.ศ. 2002) โปรตอนก็ครองส่วนแบ่งตลาด ถึง 60% ในมาเลเซีย แต่ลดลงเหลือเพียง 30% ในปี 2548 และคาดการณ์กันว่าจะลดลงอีกในปีพ.ศ. 2550  เมื่ออาฟต้า (AFTA) ได้ประกาศลดภาษีการนำเข้ารถยนต์ เหลือเพียง 5% เท่านั้น ทำให้รถต่างประเทศสามารถขายได้ถูกลงในประเทศมาเลเซีย จึงมีตัวเลือกให้ประชาชนมากขึ้น

                    โปรตอน วาจา (Proton Waja) หรืออีกชื่อหนึ่งในอังกฤษคือ โปรตอน อิมเปี้ยน (Proton Impian) คือโมเดลรุ่นแรกที่ออกแบบโดยโปรตอนเอง ในปี 2539โปรตอนได้รับเทคโนโลยีลองโลตัส (Lotus) มาจากบริษัท ACBN Holding (บริษัทที่มีเจ้าของเดียวกับบูกัตตี Bugatti) โปรตอนก็เริ่มมีความชำนาญด้านวิศวกรรมยานยนต์มากขึ้น จนทำให้สามารถผลิตโปรตอน เจนทู (Proton Gen-2) ขึ้นมาได้ โดยก่อนจะออกสู่ตลาดใช้ชื่อรุ่นว่า Wira Replacement Model (WRM) หรือรุ่นที่จะมาแทนที่วีร่า โปรตอน เจนทู เป็น รถรุ่นแรกที่ผลิตในโรงงานแห่งใหม่ของโปรตอนในเมือง ตันหยงมาลิม รัฐเประ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการพัฒนาโปรตอนซิตี้ โรงงานแห่งนี้เริ่มเปิดใช้งานในปี 2004 วันที่ 8 มิถุนายน 2548
    โปรตอนก็นำรถรุ่นใกม่ที่ผลิตในตันหยงมาลิมออกสู่ตลาด เป็นรถเล็กๆ ขนาด 1,200 ซีซี 5 ประตู ใช้ชื่อรุ่นว่าโปรตอน เซฟวี่ (
    Proton Savvy) ทั้งรุ่น Gen-2 และ Savvy คือรุ่นที่ MG Rover บริษัทรถยนต์จากประเทศอังกฤษสมใจที่จะนำไปพัฒนาต่อ เมื่อพวกเขาได้เข้ามาเจรจากับโปรตอน แต่แผนการก็ได้ล้มเหลวเสียก่อน
                  ในปี 2550 โปรตอนก็ออกรถยนต์ซีดานรุ่นใหม่ที่เป็นรุ่นแทนที่รุ่นวีร่า คือเพอโซน่า (Persona) และล่าสุดวันที่18 มกราคม 2551 รุ่นใหม่ล่าสุดก็ออกสู่ตลาด คือรุ่นโปรตอนซากา (Proton Saga) โดยโปรตอนซากาพัฒนาต่อมาจากรุ่นเซฟวี่ แต่ใช้เครื่องยนต์แคมโปร (Campro) 1.3ลิตร แทนเครื่องยนต์เรโนลต์ (Renauit) ที่ใช้ในเซฟวี่

    ภาพรวมโรงงานผลิตโปรตอน

                    โปรตอนเจนเนอเรชั่นต่างๆ ได้รับการผลิตที่ Tanjung Malim มีความสามารถในการผลิต 1 ล้านคัต่อปี
    สามารถประกอบรุ่นต่างๆ ถึง 4 โมเดลได้ในไลน์การผลิตเดียวกัน จากความยืดหยุ่นในการผลิตนี้ช่วยตอบวนองความต้อง
    การทางการตลาดได้อย่างรวดเร็ว

                    เป็นโรงงานผลิตรถยนต์ที่มีความก้าวหน้าที่สุดในภูมิภาคอาเซี่ยน มีการนำเอาหุ่นยนต์ที่มีคงวามแม่นยำในการ
    ทำงานสูงมาใช้งานเพื่อคุณภาพสินค้าที่สมบูรณ์แบบ เพื่อลดการใช้แรงงานคนที่ต้องทำงานอย่างหนัก และอาจเกิดอันตราย
    ต่างๆ รวมไปถึงการลดความผิดพลาดที่เกิดขึ้นโดยฝีมือมนุษย์

                    เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและผู้ที่ทำงานในโรงงานภายใต้มาตรฐาน ISO สร้างวัฒนธรรมใหม่ระหว่างคนทำงาน
    สังคม และสิ่งแวดล้อม

                    การออกแบบ , พัฒนา และ ความเชี่ยวชาญทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ (Design , Development &
    Engineering Servive)
    ถึงแม้ว่าโปรตอนจะเป็นผุ้ผลิตรายใหม่ที่ก้าวเข้ามาสู่อุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ในระยะเวลาเพียง
    แค่สองทศวรรษ โปรตอนก็ประสบสำเร็จถึงเป้าหมายในด้านการออกแบบ และผลิตรถยนต์อย่างมีประสิทธิภาพเต็มรูปแบบ
    ตามแนวคิดหลักที่วางไว้ไปจนถึงรายละเอียดและกระบวนการผลิตออกมาเป็นรถยนต์รุ่นล่าสุด

                    ความสามารถในการผลิตรถยนต์ของมาเลเซียนี้อยู่ในระดับแนวหน้าในจำนวน 11 ประเทศ ในบรรดาสมาชิก
    ที่มีอยู่ในองค์กรการค้าโลกที่มีอยู่ 146 ประเทศ
    PROTON ที่ Shah Alam ทำหน้าที่

    -                   ดูแลดานวิศวกรรมยานยนต์ทั้งหมด

    -                   ทดสอบรถขั้นพื้นฐาน

    -                   คิดค้นสิ่งอำนวยความสะดวกที่มีความล้ำหน้า

    -                   ทำการผลิตวัสดุที่ใช้ในโลหะ

    -                   สร้างแม่พิมพ์ในการผลิตชิ้นส่วน Lotus Engineering Malaysia ทำหน้าที่

    -                   ดูแลวิศวกรรมขั้นพื้นฐานที่มีต้นทุนต่ำ

    PROTON PLATINUM

    Mutiara Damansara (Sales & After-Sales)

    Marketing, Sales & After-Sales Services

    ตลาดการส่งออกของโปรตอน

    โปรตอนให้ความสำคัญใน 4 ภูมิภาคหลัก คือ

    -อังกฤษ

    -มิดเดิล อีสต์ และอัฟริกาใต้ เช่น ตุรกี คูเวส อียิปต์ การ์ตา UAE อิหร่าน ไซเรีย อัฟริกาใต้

    -เอเชีย และอินเดีย ซับ-คอนทิเนน เช่น เนปาล ไต้หวัน มาเลเซีย ศรีลังกา บรูไน

    -ออสเตรเลียและเอเชีย

    ตั้งแต่ปี 1986 โปรตอนได้ส่งออกรถยนต์เป็นจำนวนประมาณ 276,000 คัน ไปยังกว่า 50 ประเทศ MOTORSPORTS DIVISION

    1.ทำหน้าที่ดูแลด้านมอเตอร์สปอร์ตให้กับโปรตอนตั้งแต่ปี 2003 ภายใต้ชื่อ RACE RALLY RESEARCH หรือ R3 โดยใช้คำนิยามว่า “Redefining The Limits”

    2.จุดประสงค์เพื่อสร้างแบรนด์ที่เหนือกว่าด้านสมรรถนะให้กับโปรตอน

    3.ทำหน้าที่พัฒนาโอกาสในด้านการแข่งขันรถยนต์

    4.หน่วยงานอิสระที่จะมุ่งเน้นไปในเรื่อง

    -การเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ สนับสนุนผลิตภัณฑ์ของโปรตอนเพื่อเพิ่มมูลค่าของชิ้นส่วนและอะไหล่ต่างๆ

    -ผลิตภัณฑ์ การบริการ การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ LEV,ผลิตอุปกรณ์เพิ่มสมรรถนะและอุปกรณ์ตกแต่งตัวรถ ปรับแต่งรถยนต์ ให้กับบริษัทและรถลูกค้า

    -ผู้สร้างแบรนด์ มีส่วนร่วมในการแข่งขันรถยนต์ทั้งในประเทศและระดับภูมิภาค จัดกิจกรรม และบริหารการให้บริการด้านการแข่งขันรถยนต์

    ความสำเร็จในด้านมอเตอร์สสปอร์ต

    1. Kumho Tires Lotus Trophy 2004 (Australia) อันดับที่ 3 ภายใต้ทีมโปรตอน คาร์ส ออสเตรเลีย

    2. Merdeka  Millennium Race 2004 (12 Hrs) แชมป์ในรุ่นคลาส เอ

    3. Proton Track Camival โปรตอน รุ่น วาจา ได้อันดับ 2 โอเวอร์ออล ในรุ่น 1600 ปี 2004

    4. Merdeka Millennium Race 2005 (12 Hrs) แชมป์ในรุ่น Open

    5. Merdeka Millennium Race 2006 (12 Hrs) แชมป์ในรุ่น Open

        อันดับที่ 3 รุ่น 1600 (วาจา)

    6. Malaysian Race Series 2006

      Production Waja , อันดับ 2 โอเวอร์ออลรุ่น 1600

    7. Felda-AAM Rally Championship of Malaysia Production Gen 2,แชมป์ในรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ การผลิตรถเพื่อการพานิชย์ R3

    1. Satria R3 (2004)

    -ผลิตในจำนวนจำกัดแค่ 150 คันในเวอร์ชัน Satria GTi 1.8

    -ได้รับการยอมรับว่าเป็น “Best handling car in class”

    -ประสบความสำเร็จจากยอดขายคุณภาพโดย R3 Personnel

    2. Savvy Zerokit (2006)

    -ชุดตกแต่งตัวถัง สปริง ระบบระบายไอเสีย และล้อ เป็นแบบ Sport Version

    -ได้รับความนิยมในกลุ่มผู้ใช้รถที่เป็นวัยรุ่น

    3. Gen2 & Waja MME Edition (2006)

    -ผลิตในจำนวนจำกัดเพียงแค่รุ่นละ 200 คันเพื่อเฉลิมฉลองความสำเร็จของ R3

    -เป็นรถแข่งคันแรกที่ได้รับการรับรองในมาเลเซีย

    -เป็นโปรตอนคันแรกที่ใช้ไฟหน้าแบบ HID

    -เป็นรถยนต์คันแรกในมาเลเซียที่ติดตั้งอุปกรณ์ iPOD

    4. Satria Neo R3 Concept (2006)

    5. Satria Neo A1 Team Malatsia (2006)

                    นอกจากนี้ทางโปรตอนยังได้ทำการผลิตสินค้า เช่น เสื้อ หมวก กระเป๋าสตางค์ แก้วน้ำ ฯลฯ อย่างเป็นทางการภายใต้แบรนด์โปรตอนในคอนเซ็ปต์ “Proton Lifestyle”

                    สำหรับในประเทศไทย ภายหลังอัตราภาษีใหม่ของอาฟต้า ทำให่บริษัทพระนครยนตการได้นำโปรตอนเข้ามาขาย โดยเปิดตัวครั้งแรกในงานมอเตอร์เอ็กซ์โปที่เมืองทองธานี ช่วงปลายปี 2550 ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างล้นหลาม มียอดจองเกิน 1,000 คัน และได้ทยอยส่งมอบรถให้กับผู้ที่สั่งจองแล้ว

  • ประวัติรถยนต์

    สัญลักษณ์ของซูบารุ เป็นรูปดาว 4 แฉก ดวงใหญ่ 1 ดวง และดวงเล็ก 5 ดวง ล้อมรอบด้วยวงรี 1 วง เป็นวัญลักษณ์
    แทนความหมายว่า ฟูจิ เฮฟวี อินดัสทรีส์ (
    FUJI HEAVY INDUSTRIES) เจ้าของชื่อ “ซูบารุ” เป็นบริษัทที่เกิดขึ้น
    จากการรวมตัวของบริษัทเล็ก 5 บริษัท ต้นกำเนิดของซูบารุ คือ บริษัท นากาจิมาแอร์คราฟ (
    NAKAJIMA AIRCRAFT)
    ซึ่งก่อตั้งในปี 2488 และเป็นบริษัทผู้ผลิตเครื่องบินรายใหญ่ที่สุดของญี่ปุ่น

                    หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยเหตุผลทางการเมืองกองกำลังสัมพันธมิตร ที่เข้ายึดครองประเทศญี่ปุ่น
    ได้บังคับให้นากาจิมา แอร์คราฟแยกกิจการออกเป็น 12 บริษัท ย่อยดังกล่าวนั้นได้รวมตัวเข้าด้วยกันอีกครั้งหนึ่ง
    และก่อตั้งเป็นบริษัท ฟูจิ เอฟวี อินดัสทรีส์ ขึ้น โดยที่กิจการของบริษัทเกิดใหม่นี้ ไม่ใช่การผลิตเครื่องบินเช่นกาลก่อน
    หากเป็นการผลิตรถยนต์ซูบารุแบบแรก ที่ออกจำหน่ายในตลาดญี่ปุ่น เป็นรถยนต์นั่งขนาดมินิ ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์
    2 จังหวะ ระบายความร้อนด้วยอากาศความจุ 356 ซีซี รถรุ่นนี้มีชื่อว่า ซูบารุ 360 ตั้งแต่ปี 2511 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
    ฟูจิ เอฟวี อินดัสทรีส์ ได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มนิสสัน แต่ยังคงผลิตรถยนต์อกจำหน่ายในชื่อ ซูบารุ เช่นเดิม กิจการ
    ของฟูจิเอฟวี อินดัสทรีส์ในปัจจุบัน มีทั้งการผลิตรถยนต์นั่ง รถแวน รถบรรทุกขนาดเล็ก รถโดยสาร เครื่องบิน และเฮลิคอปเตอร์

  • ประวัติรถยนต์
              เกียร์ คือ บริษัทผู้ผลิตยานพาหนะที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศเกาหลี มีพนักงานประจำหลายหมื่นคน มีเป้าหมายในการผลิต
    รถยนต์ ให้มีคุณภาพในราคาที่เป็นเจ้าของได้ คำแรก Ki มีความหมายว่า "ทำให้ทั้งโลกรู้จัก" คำว่า a หมายถึง ทวีปเอเชีย เมื่อ
    ร่วมกับคำว่า Kia หมายความว่า "ออกจากเอเชียขึ้นมาสู่โลก " หรืออาจตีความว่า สร้างรถยนต์เอเชียให้เป็นมาตรฐานโลก 
             
              ประวัติความเป็นมาของบริษัท ยนตรกิจเกียมอเตอร์ จำกัด กว่า 64 ปีมาแล้ว ที่ Kia Motors ที่ได้เริ่มสร้างสรรค์ยาน
    พาหนะออกสู่ตลาดสาธารณะ นับตั้งแต่ จักรยานคันแรก ที่ออกจากสายพานจากโรงงานผลิตของ KIA จวบจนถึงรถยนต์
    ประเภทต่าง ๆ ตั้งแต่รถซาลูนขนาดเล็ก รถบรรทุกขนาดต่ง ๆ รถบัส รถตู้ รถ SUV หรือคลับเคลื่อน 4 ล้อ รวมถึงรถยนต์
    ที่ใช้ในกองทัพ
              
              ชื่อ KIA จึงไม่ใใช่ผู้ผลิตรถยนต์รายใหม่ แต่ KIA มีประสบการณ์ในการผลิตรถยนต์หลากหลาย โดยเฉพาะ รถโดยสาร,
    รถบรรทุก และอื่นๆ โดยมีเจตนารมณ์ ให้การผลิตและออกแบบรถยนต์ เพื่อให้ได้รถยนต์คุณภาพที่ดี และทันสมัย มีสมรรถนะ
    และความสะดวกสบาย และความคุ้มค่า คุ้มราคาที่เหมาะสมเป็นเจ้าของได้ง่าย 

              ตลาดมีรถยนต์ขายกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ทั้งยุโรป และอเมริกา ตัวแทนจำหน่ายกว่า 4,600 แห่ง ใน 167 ประเทศ
    ทั่วโลก และพนักงานกว่า 33,000 คน ยอดจำหน่ายกว่า 1,400,000 คันต่อปี ทั่วโลก ผู้ผลิตรถยนต์อันดับที่ 6 ของโลก
    สามารถผลิตรถยนต์กว่า 1.4 ล้านคันต่อปี

              มีโรงงานประกอบรถยนต์, ผลิตเครื่องยนต์ ดีเซล/เบนซิน ศูนย์วิจัยและพัฒนา ที่เกาหลีและต่างประเทศ ตัวแทนจำน่า
    ยรถยนต์เกียกว่า 4,6000 แ่ห่งใน 167 ประเทศทั่วโลก พร้อมพนักงานกว่า 33,000 คน นอกจากนี้ ยังมีการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี , ซื้อขาย, ชิ้นส่วน แนวการพัฒนารถยนต์ร่วมกับ Hyundai , Ford, Daimler-Chrysler ทั้งมีบริษัทการเงินเป็นของตนเอง และธุรกิจต่อเนื่องต่างๆ อีกมากมาย 

              KIA MOTORS จึงเป็นบริษัทผู้ผลิตอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่มีประสบการณ์และอนาคตที่ยาวไกล  และสดใสตลอดระยะ
    เวลาที่ผ่านมากว่า 64 ปี ได้รับการตอบสนองและสร้างความพึงพอใจสูงสุดให้กับผู้ใช้รถยนต์ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ย่อมเป็น
    การพิสูจน์ได้ดีถึงการดำเนินการที่ผ่านมา ของ  KIA MOTOR

              เรื่องราวของเกียได้ถูกจารึกไว้การผลิตรถยนต์ด้วยจุดมุ่งหมายเพียงหนึ่งเดียวในการทำสิ่งที่ดีกว่า ยานยนต์ที่ปลอดภัย
    ในการเดินทางไปที่ต่างๆ เกียกำลังมุ่งสู่อนาคตด้วยการเตรียมตัวสำหรับศตวรรษที่ 21 เราได้เสริมประสบการณ์และเทคโนโลยี
    ของเรา เพื่อให้ได้รถที่เป็นมิตรกับคนและสิ่งแวดล้อม เพื่อชีวิตที่ดีกว่าและมีความสุขมากขึ้นสำหรับคนทั่วโลก 

              เกียในประเทศไทย
    1999 ยนตรกิจกรุ๊ป เป็นผู็นำเข้าและจำหน่ายรถยนต์เกีย เปิดตัวรถยนต์เกีย Carnival เอนกประสงค์ 7 ที่นั่ง
    2000 เปิดตัวรถยนต์เกีย Pregio รถตู้เอนกประสงค์ 12 ที่นั่ง
    2001 เปิดตัวรถยนต์เกีย Carens รถยนต์ MPV ขนาดกลาง
    2002 เปิดตัวรถยนต์เกีย Sorento รถยนต์ SUV ขนาดใหญ่
    2003 เปิดตัวรถยนต์เกีย K2700 จัมโบ้ปิคอัพ
    2006 เปิดตัวรถยนต์เกีย Grand Carnival รถ MPV ขนาดใหญ่ 11 ที่นั่ง และรถยนต์เกีย Picanto ซิตี้คาร์ขนาดเล็ก ในงาน Bangkok International Motor Show ที่ไบเทค
    2007 เปิดตัวรถยนต์เกีย K2900 อัจฉริยะ ยูโร 4 ในงาน Thailand International Motor Expo ที่อิมแพคเมืองทองธานี
    2008 เปิดตัวรถยนต์เกีย Picanto และ Grand Carnival CEO'08 จากประเทศมาเลเซีย ในงาน Bangkok  International Motor Show ที่ไบเทค
  • ประวัติรถยนต์
              NAZA GROUP เป็นกลุ่มบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศมาเลเซีย ที่ดำเนินธุรกิจประกอบและจำหน่ายรถยนต์ชั้นนำและจักรยานยนต์ รวมทั้งธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม และอื่นๆ อีกมากมายทั้งในประเทศมาเลเซียและต่างประเทศ โดยเริ่มดำเนินธุรกิจตั้งแต่ ค.ศ. 1974 (พ.ศ.2517) โดยธุรกิจหลักของกลุ่มบริษัท NAZA ได้แก่ ผู้ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ (KIA, PEUGEOT , Mercedes Benz, Porche และอื่นๆ) และจักรยานต์ยนต์, ผู้แทนจำหน่ายชุดแต่งรถยนต์ Brabus, ผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ , ธุรกิจด้านการขนส่งทางบก, ธุรกิจรถบริการลีมูซีน, ธุรกิจเครื่องมือ-เครื่องจักกล / ผลิตชิ้นส่วน , ธุรกิจด้านวิศวกรรม, เกษตรกรรม, ผู้แทนจำหน่ายบุหรี่ , สถาบันการเงิน (Credit & Leasing) , ธุรกิจเดินเรือ , ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์, โรงแรมในมาเลเซีย และอเมริกา , ธุรกิจประกันภัย และอื่นๆ 
      
              ส่วนธุรกิจที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วและสร้างชื่อเสียงให้กับ NAZA GROUP ให้โดดเ่ด่นในระดับชั้นแนวหน้า และเป็นพื้นฐานของ NAZA GROUP กลับเป็นธุรกิจด้านการจำหน่ายรถยนต์ ในนามของ NAZA MOTOR TRADING SDN BHD ซึ่งเปรียบเสมือน "บ้านของคนที่รักรถยนต์" โดยให้ความสำคัญกับทุกรายละเอียดและเต็มไปด้วย รถยนต์หลายรุ่นและหลากรูปแบบ ตั้งแต่รถยนต์ระดับหรูหราจนถึงรถยนต์ระดับครอบครัว หรือรถยนต์สไตล์สปอร์ต ไปถึงรถสไตล์ออฟโรด ซึ่งไม่มีคำใดบรรยาย  NAZA MOTOR TRADING ได้ดีเท่ากับคำว่า "แกลลอรี่ยานยนต์" (ONE Stop Automotive Gallery ) 

              โรงงานประกอบรถยนต์ Naza Automobile Manufacturing (NAM) ตั้งอยู่ที่ Gurun Kedak มาเลเซีย มีพื้นที่ 140 เอเคอร์ รวมสนามทดสอบและพื้นที่ตั้งของ ผู้ผลิตชิ้นส่วนอื่นๆ ด้วย เริ่มก่อตั้งเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 2002 และเริ่มก่อสร้างตั้งแต่ เดือนเมษายน ปี 2003 เสร็จแล้วสมบูรณ์ในเดือน พฤษภาคม ปี 2004 จากนั้น เริ่มประกอบรถ KIA Carnival ในเดือนสิงหาคม ปี 2004 หลังจากย้ายไลน์การผลิตมาจากโรงงานที่ Pekan ได้เริ่มประกอบรถยนต์ KIA Carens และในปี 2005 โรงงานประกอบรถยนต์ NAM ได้ผ่านมาตรฐาน ISO 9001:2000 UK และเริ่มดำเนินการประกอบรถ KIA ในรุ่นต่างๆ รวมทั้งประกอบรถในลักษณะ CUB ในรุ่น Mercedes Benz, Porche,Peugeot และ Naza Forza

              โรงงานประกอบรถยนต์ NAM ได้เริ่มส่งนักศึกษาด้าน วิศวกรไปศึกษายังประเทศญี่ปุ่น และประเทศเกาหลี เพื่อรองรับธุรกิจรถยนต์ของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ของ NAZA ที่ถือเป็น โรงงานที่ทันสมัย มีไลน์การประกอบ การเชื่อม การชุบ/พ่นสี-ตัวถัง ควบคุมการประกอบด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทั้งหมด (Fully Automated) มีศูนย์เพื่อวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนต่าง ๆ สนามทดสอบการขับขี่ การตรวจคุณภาพของรถยนต์ เครื่องมือการทดสอบชิ้นส่วนต่างๆ ด้านความทนทาน แข็งแรง และอื่น ๆ เพื่อให้ได้ชิ้นส่วนที่มีคุณภาพ 
     
              และด้วยสายตาอันกว้างไกล ประกอบกับอุตสาหกรรมด้านยานยนต์และธุรกิจอื่น ๆ ของผู้บริหารระดับสูง Mr.Nasimuddin Amin ดำรงตำแหน่ง CEO ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพ และคำนึงถึงความพึงพอใจของลูกค้า เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ส่งผลทำให้  NAZA GROUP เจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในระยะเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านมา ปัจจุบัน NAZA มีโชว์รูมจำหน่ายรถยนต์ทั่วประเทศมาเลเซีย จำนวน 146 แห่ง ศูนย์บริการ 90 แห่ง มีพนักงานมากกว่า 4,000 คน ทั้งมีสถาบันฝึกอบรม NAZA KIA (NAZA KIA ACADEMY) เพื่อพัฒนาคุณภาพของบุคลากรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
  • ประวัติรถยนต์
              โลโก้ของ มาสด้า ไม่ใช้สัญลักษณ์ แต่ใช้อักษรโรมันของคำว่า "MAZDA" เป็นสัญลักษณ์โดยตรงสำหรับที่มาของชื่อ MAZDA ก็คือชื่อสกุลของ มร.จูจิโร มัตสุดะ (MR. JUJIRO MATSUDA) ผู้ก่อตั้งกิจการและ AHURA MAZDA อันเป็นนามของ "เทพเจ้าแห่งแสงสว่าง" ของชาวเปอร์เซียโบราณ 

              ต้นกำเนิดของมาสด้า คือ บริษัทผู้ผลิตไม้ก๊อก TOYO CORK KOGYO ซึ่งก่อตั้งกิจการขึ้นที่เมืองฮิโรชิมา (HIROSHIMA) ในปี 1920 และสองปีหลังจากนั้นจึงขยายกิจการจากการผลิตไม้ก๊อกมาจากเครื่องกลึง เจาะ และไสโลหะ ปี 1927 TOYO CORKKOGYO เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น  TOYO CORKKOGYO COMPANY และขยายกิจการออกไปอีก โดยเริ่มผลิตจักรยานยนต์ออกจำหน่ายในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรก ในปี 1930 แต่สินค้าำไม่ได้รับความนิยมจึงเลิกไปในเวลาไม่นานนัก หลังจากประสบความล้มเหลวในธุรกิจจักรยานยนต์ TOYO KOGYO ก็เบนเข็มสู่การผลิตรถยนต์โดยผลิตรถบรรทุก 3 ล้อ เครื่องยนต์ 500 ซีซี ออกจำหน่ายครั้งแรกในปี 1931 โดยใช้ชื่อรถว่า MAZDA

              กิจการผลิตรถบรรทุก 3 ล้อ แบบดังกล่าวก็เจริญก้าวหน้าไปด้วยดี จนกระทั่งเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดปรมาณูที่เมืองฮิโรชิมาทำลายโรงงานของมาสด้าไปกว่าครึ่ง และพนักงานเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ตามหลังสงครามกิจการผลิตรถยนต์ของมาสด้าตั้งต้นขึ้นใหม่ในปี 1950 มาสด้าก็ผลิตรถยนต์ 4 ล้อ ออกสู่ตลาดเป็นครั้งแรก มีชื่อรุ่นว่า MAZDA CA และสิบปี หลังจากนั้นมาสด้าก็กลายเป็นบริษัทผู้ผลิตรถนั่งอย่างสมบูรณ์ เมื่อผลิตรถนั่งออกสู่ตลาด เป็นรุ่นแรก รุ่นดังกล่าวมีชื่อว่า MAZDA R-360 เป็นรถ 2 ประตู คูเป้ เครื่องยนต์วี 2 สูบ 356 ซีซี ระบายความร้อนด้วยอากาศ ความเร็วสูงสุด 90 กม./ชม. TOYO KOYO เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น MAZDA MOTOR CORPORATION มีฐานะเป็นผู้ผลิตรถนั่งรายใหญ่ เป็นอันดับที่สี่ของญี่ปุ่น ในรอบปี 1989 มาสด้าจำหน่ายรถยนต์นั่งในญี่ปุ่น ได้รวมทั้งสิ้นประมาณ 296,000 คัน หรือ เท่ากับร้อยละ 6.7 ของตลาด นอกจากรถยนต์นั่งแล้ว สินค้าอื่นๆ ที่มาสด้าผลิตออกจำหน่ายในปัจจุบันคือ รถโดยสาร รถบรรทุก รถกระบะ เครื่องกลึง เจาะ ไส โลหะ และเครื่องเจาะหิน และปัจจุบันฟอร์ดถือหุ้นในตลาดมาสด้า 34%

    ต้นกำเนิดและความหมายของ"มาสด้า"
              ชื่อของบริษัทมาสด้ามาจากคำว่า อะฮูระ มาสด้า ซึ่งเป็นชื่อของเทพเจ้าแห่งอารยะธรรมยุคดั้งเดิมแห่งดินแดนเอเชียตะวันตก อะฮูระ มาสด้า ถือเป็นเทพเจ้าแห่งภูมิปัญญาความฉลาดเฉลียว และความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เช่นเดียวกับที่เป็นสัญลักษณ์ ของต้นกำเนิดอารยะธรรมตะวันออกและตะวันตก อีกทั้งยังเป็นสัญลักษณ์แห่งวัฒนธรรมการผลิตรถยนต์อีกด้วย คำดังกล่าวยังสื่อถึงความสงบสุขของมวลมนุษยชาติ และการพัฒนาอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ของโลก ทั้งยังพ้องเสียงกับชื่อของ มร.จูจิโร่ มัทซึด้า ซึ่งเป็นผู้ก่อตั้งบริษัทมาสด้าอีกด้วย

    ตราสินค้าของมาสด้า
    (เริ่มใช้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2540)
              ตราสินค้าของมาสด้าแสดงออกให้เห็นถึง ความทุ่มเทของบริษัทในการที่ต่อยอดความเจริญเติบโตและการพัฒนาอันเป็นที่มาของการสร้างตราสินค้า "เอ็ม" ของมาสด้า ซึ่งหมายถึงความตั้งใจของเราที่จะสยายปีกให้กว้างเพื่อที่จะบินไปให้สูงขึ้นเรื่อยๆ 

    ตราประจำองค์กรมาสด้า
    (เริ่มใช้ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2518)
              เมื่อแรกเริ่มการนำเอาเอกลักษณ์องค์การมาใช้ในปี พ.ศ. 2518 มาสด้าพัฒนาตราประจำบริษัทขึ้นมา เพื่อเป็นสัญลักษณ์ด้านการสื่อสารองค์กร ซึ่งได้ถูกออกแบบให้ง่ายต่อการอ่านและสอดคล้องกับการคิดค้นตราสินค้าในปี พ.ศ. 2540 

    ประวัติบริษัท
    ชื่อบริษัท: มาสด้า มอเตอร์ คอร์เปอร์เรชั่น
    ปีที่ก่อตั้ง: ปีพ.ศ. 2463
    ผู้แทนบริษัท: มร. ฮิซากาซุ อิมากิ กรรมการผู้แทนประธานและประธาณคณะกรรมการผู้บริหาร
    สำนักงานใหญ่: เมืองฮิโรชิม่า ประเทศญี่ปุ่น
    สินค้าหลัก: รถยนต์ขับเคลื่อนสี่ล้อ เครื่องยนต์ลูกสูบ เครื่องยนต์ดีเซลล์ เครื่องยนต์โรตารี่ ระบบเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติ
    จำนวนพนักงาน: พนักงานชั่วคราว 18,995 คน และพนักงานประจำ 36,626 คน 
    ฐานการวิจัยและพัฒนา: สำนักงานใหญ่เมืองฮิโรชิม่า เมืองโยโกฮาม่า สหรัฐอเมริกา เยอรมนี และจีน
    ฐานการผลิตในญี่ปุ่น: โรงงานในเมืองฮิโรชิม่า เมืองโฮฟู และเมืองมิโยชิ
    ฐานการผลิตในต่างประเทศ: สหรัฐอเมริกา จีน ไต้หวัน เวียดนาม ไทย (โรงงานเอเอที) มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ อินเดีย อิหร่าน สเปน เคนย่า ซิมบับเว แอฟริกาใต้ เอกวาดอร์ และโคลัมเบีย
    บริษัทผู้แทนจำหน่าย: 304 บริษัทในญี่ปุ่น และ 132 บริษัทในต่างประเทศ

    วิสัยทัศน์บริษัท
              วิสัยทัศน์ วัตถุประสงค์บริษัท - เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ ๆ ความเร้าใจ และความชื่นชมยินดีให้แก่ลูกค้า ด้วยยานยนต์ และการบริการที่ดีที่สุด

    พันธะกิจ
              พันธะกิจ บทบาทและความรับผิดชอบมาสด้า สื่อสารกับลูกค้าของเราอย่างกระตือรือร้น เปี่ยมด้วยความรวดเร็วและความภาคภูมิใจ เพื่อส่งมอบยานยนต์อัจฉริยะทรงสมรรถนะและบริการที่เหนือความคาดหมายของลูกค้าคุณค่าที่มาสด้ามุ่งที่จะมอบให้กับลูกค้า คือความเที่ยงตรงแม่นยำ ความเอาใจใส่ ความสร้างสรรค์ และการทำงานที่รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เราให้ความสำคัญกับพนักงานที่เอาใจใส่ในการทำงานและสามารถทำงานเป็นทีมได้ มาสด้าให้ความสนับสนุนอย่างเต็มที่ในเรื่องของสิ่งแวดล้อม ความปลอดภัยและความสงบสุขของสังคม ด้วยคุณค่าต่างๆ ที่เราใส่ใจ เราจึงให้ความสำคัญอย่างมาก และใส่ใจต่อผู้คนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรา

    กลยุทธ์พื้นฐานของมาสด้า
              มาสด้าส่งเสริมการผลิตยานยนต์ภายใต้แนวคิด "ซูม-ซูม" ไปทั่วโลกเพื่อให้ได้รับความไว้วางใจ จากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกลยุทธ์ด้านภาพลักษณ์  ในด้านผลิตภัณฑ์ ด้วยกลยุทธ์การสร้างแบรนด์เพื่อ ให้เกิดความเด่นชัดในเรื่องความเป็นเอกลักษณ์ของมาสด้า การสื่อความหมายเป็น "ซูม-ซูม" ได้ถูกริเริ่มขึ้นในปี พ.ศ. 2545 โดย  "ซูม-ซูม" เป็นการแฝงองค์ประกอบที่ช่วยสร้างความรู้สึกสนุกสนานในการขับขี่และความเร้าใจ ในสรรถนะของยานยนต์ให้กับลูกค้าของเรา
     
  • ประวัติรถยนต์
              สัญลักษณ์นี้ คือ ตราหนึ่งที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในโลก โลโก้ "ดาวสามแฉก" เป็นโลโก้ที่แสดงถึงสิ่งที่มีอำนาจเหนือสิ่งอื่นใด นั่นคือ 1. ปฐพี 2. มหาสมุทร และ 3. อากาศ โลโก้นี้ออกแบบโดย Gottlieb Daimler กับการคิดค้นเครื่องยนต์ที่มีเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่องกับผืนดิน แผ่นน้ำ และอากาศ 
              เมอร์เซเดศ-เบนซ์ (Mercedes-Benz) เป็นบริษัทยานยนต์เยอรมนีในเครือเดมเลอร์ ผลิตทั้งรถยนต์ รถบัส รถบรรทุก ก่อตั้งโดย ก๊อตต์ลีป เดมเลอร์ (Gottlieb Daimler) และ คาร์ล เบนซ์ (Karl Benz) ในปี พ.ศ. 2428 หรือราว ปี ค.ศ. 1885-1886 ซึ่งจุดสำคัญที่ทำให้เกิด Mercedes-Benz ได้ เริ่มต้นจากคนทั้งคู่เกิดหลงเสน่ห์เครื่องจักรกลตั้งแต่เด็ก 

              ในปี ค.ศ. 1886  Karl Benz สร้างรถจักรยานสามล้อเครื่องขึ้นมา ตามด้วยรถยนต์สี่ล้อ ชื่อ Victoria ที่สร้างขึ้นในปี 1993 ต่อจากนั้นจึงเป็นการประกอบรถ Benz Velo ขึ้นในปี 1894 ซึ่งมีส่วนร่วมในการแข่งขันและได้รับการบรรทึกไว้ในรายการ Paris-Rouen race และในปี 1895 Benz ก็ได้สร้างรถส่งสินค้าครั้งแรก 

              ส่วน Gottlieb Daimler กับการทำงานในปี 1886 เขาได้สร้างรถม้าที่ปราศจากม้าขึ้ัน โดยในปี 1888 Daimler ได้ทำธุรกิจแผ่นกระดานไม้สนกับ William Steinway (ผู้มีชื่อเสียงด้านเปียโน) เพื่อแนะนำผลิตภัณฑ์ฺของ Daimler ในสหรัฐฯ จากปี 1904 ถึงปี 1907 Steinway แนะนำรถยนต์ Mercedes 
    ในรูปแบบรถนั่ง ตามด้วย รถปิคอัพของ Daimler และเครื่องยนต์ของเขา บนเกาะ Long Island

              หลังจากนั้นในปี 1926 Mercedes-Benz ก็ถือกำเนิดขึ้นโดยการควบรวมกิจการกันระหว่างบริษัทของ Karl Benz และบริษัทของ Gottlie Daimler กลายเป็นบริษัท Daimler-Benz และมีการแนะนำเทคโนโลยีใหม่ๆ หลากหลายรวมถึง ระบบความปลอดภัยรูปใหม่ ที่จะส่งผลให้รถยนต์ Mercedes-Benz เป็นยานพาหนะที่ทันสมัยและนี่คือประวัติคร่าว ๆ ของ Mercedes-Benz 

              สำหรับบริษัท เมอร์เซเดส -เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นบริษัทในเครือของบริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ เอจี แห่งประเทศเยอรมนี ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 14 มกราคม 1998 บริษัทเป็นผู้ประกอบและจัดจำหน่ายรถยนต์ เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งที่เป็นรถยนต์ส่วนบุคคล และรถเพื่อการพานิชย์
      
              บริษัทได้ดำเนินธุรกิจการตลาด ทั้งรถยนต์นำเข้าและประกอบขึ้นภายในประเทศ แบบหลากหลายรุ่น ได้แก่รถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในตระกูลต่างๆ อาทิเช่น A-, B-,C-, E-, S-Class หรือรถยนต์เฉพาะกลุ่ม เช่น M-Class , R-Class, SLK-Class และ  CLS-Class เป็นต้น ในส่วนที่เป็นรถเพื่อการพานิชย์ ได้แก่ รถตู้แวน และรถอเนกประสงค์ต่างๆ อาทิ Vito, Viano และ Spinter โดยผ่านเครือข่ายผู้จำหน่ายรถอย่างเป็นทางการรวมทั้งสิ้น 38 แห่งทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังให้บริการสินเชื่อรถยนต์แบบครบวงจรอีกด้วย 

              ปัจจุบันนี้บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ ยังคงครองความเป็นหนึ่งในด้านนวัตกรรมยานยนต์ชั้นนำของโลก ที่ได้ดำเนินกลยุทธ์ในการสร้างความแข็งแกร่งให้กับองค์กร เพื่อรองรับการให้บริการลูกค้าอย่างครอบคลุมทั่วประเทศ นอกจากนี้ทางบริษัทยังเน้นย้ำด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมยานยนต์อย่างต่อเนื่องมาเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ภายใต้สิ่งที่ยึดถือมาตลอด คือ การผลรถยนต์ที่ตอบสนองทุกความต้องการของผู้บริโภค ยืนอยู่บนพื้นฐานของการสร้างยานยนต์ ที่หลากหลายและนำเสนอผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ผ่านนวัตกรรมการผลิตชั้นเยี่ยมและเทคโนโลยีที่ทันสมัย 

              เมอร์เซเดส-เบนซ์ เป็นหนึ่งในรถยนต์ที่เก่าแก่ และมีชื่อเสียงที่สุดในแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ และเป็นรถยนต์ที่รู้จักกันในประเทศไทยมานานกว่า 100 ปี โดยเริ่มเป็นที่รู้จักครั้งแรกในสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อมีการนำเอารถ เมอร์เซเดส-เบนซ์ เข้ามาในประเทศไทยเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2447 และเมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้กลายเป็นรถยนต์พระที่นั่งคันแรกในประวัติศาสตร์ไทยด้วย ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา จึงมีการนำเข้ารถเมอร์เซเดส-เบนซ์ มากขึ้น และเป็นพาหนะที่แพร่หลายในหมู่พระราชวงศ์ เจ้านายชั้นสูง และ คหบดี เมอร์เซเดส-เบนซ์ ในฐานะยนตรกรรมที่มีความหรูหราและมีรูปลักษณ์ที่โดดเด่นได้กลายเป็นที่หลงใหล ของผู้ใช้รถยนต์จำนวนมาก นับได้ว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งเกียรติยศที่บ่งบอกถึงฐานะของผู้ขับขี่ได้เป็นอย่างดี ในฐานะของการเป็นผู้นำที่มีความน่าเชื่อถือ และมีความน่าไว้วางใจ 

              ต่อมาความนิยมในการใช้เมอร์เซเดส-เบนซ์ ได้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในสังคมไทย ส่งผลให้มีการแต่งตั้ง บริษัท ธนบุรีพานิชย จำกัด เป็นผู้จัดจำหน่ายและให้บริการรถยนต์เมอร์เซเดส-เบนซ์ ทั้งรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์อย่างเป็นทางการในปี พ.ศ. 2500 ในยุคแรกๆ ขอ
    งการนำเข้าเมอร์เซเดส-เบนซ์ ทางบริษัทจะเน้นไปที่การนำเข้ารถบรรทุกสำหรับใช้ในกิจการทหารหรือการขนส่ง ต่อมาจึงมีการขยายฐานการนำเข้า รถยนต์นั่งส่วนบุคคล ในไม่ช้าสัญลักษณ์ดาวสามแฉกจึงเป็นที่ประทับใจแก่คนไทยเรื่อยมา ด้วยชื่อเสียงและคุณภาพของเมอร์เซเดส-เบนซ์

              ด้วยการเล็งเห็นถึงความสำัคัญของตลาด ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบกับต้องขยายตลาดและผลิตภัณฑ์ให้หลากหลายมากยิ่งขึ้น รวมถึงการยกระดับหลังการขายแก่ลูกค้าแบบครบวงจรตามมาตรฐานบริษัทแม่ในเมืองสตุ๊ดการ์ท ประเทศเยอรมนี บริษัท เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) จำกัด จึงได้ถูกก่อตั้งขึ้นในปี 2541 เพื่อรองรับการขยายตัวทางตลาดอย่างรวดเร็ว

              ปัจจุบัน บริษัทมีพนักงานทั้งสิ้น 270 คน และทุกคนได้ยึดมั่นในปณิธานเดียวกัน ในการรักษาความเป็นหนึ่ง ในการผลิตรถยนต์หรู เพื่อความเป็นเลิศและการสร้างสรรค์ รถยนต์ที่มีคุณภาพยอดเยี่ยมที่สุดบนความปลอดภัยสูงสุด พร้อมรูปลักษณ์การออกแบบที่มีความเฉพาะตัวไม่เหมือนใคร และการบริการที่ประักันความมั่นใจด้วยรางวัลแห่งคุณภาพจำนวนมาก

  • ประวัติรถยนต์
              มิตซูบิชิ เป็นภาษาญี่่ปุ่น แปลว่า "THREE DIAMONDS" หรือ "เพชรสามเม็ด" สัญลักษณ์ของมิตซูบิชิ จึงให้ความหมายตรงกับชื่อทุกประการ เพราะเป็นรูปเพชรสามเม็ดสีแดงวางเรียงกันเป็นรูปใบไม้สามแฉก มิตซูบิชิใช้ สัญลักษณ์นี้มาตั้งแต่ปี 1908  โดยดัดแปลงมาจาก ตราประจำตระกูลของ มร. ยาตาโร อิวาซากิ (yataro iwasake) ผู้ก่อตั้งกิจการซึ่งเป็นรูปเพชรสามเม็ด วางซ้อนกันอยู่ภายในรูปแปดเหลี่ยม กับตราประจำตระกูลของ Tosa Yamauchi ซึ่งเป็นรูปใบโอ๊ดสามใบ วางเรียงกันเป็นสามแฉก

             มิตซูบิชิ มอเตอร์ เป็นบริษัทรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่น มีสำนักงานใหญ่อยู่ที่เมือง มสินาโตกุ ประเทศญี่ปุ่้น   มิตซูบิชิ มอเตอร์  เป็นบริษัทรถยนต์ที่ใหญ่อันดับที่ 5 ของญี่ปุ่น และอันดับที่ 13 ของโลก   มิตซูบิชิ มอเตอร์  มีโลโก้ประกอบด้วยสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด 3 รูป หรือเพชร 3 เม็ด มีบริษัทในเครือได้แก่ มิตซูบิชิ ฟูโซ่ ซึ่งเป็นบริษัทผลิตรถบรรทุก ให้กับมิตซูบิชิ และแรลลี่อาร์ต ซึ่งเป็นบริษัทแต่งรถอย่างเป็นทางการ ให้กับ  มิตซูบิชิ มอเตอร์ 

             ในส่วนของ   มิตซูบิชิ มอเตอร์  นั้นในช่วงแรก บริษัทฯ เป็นส่วนหนึ่งของ มิตซูบิชิ เฮฟวี อินดัสทรี ในประเทศญี่ปุ่น โดยได้เริ่มผลิตรถยนต์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2460  จนกระทั่งใน พ.ศ. 2513 ธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตรถยนต์ จึงได้แยกออกจาก มิตซูบิชิ เฮฟวี อินดัสทรี มาเป็น มิตซูบิชิ มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น และออกผลิตภัณฑ์ที่เป็นที่นิยมอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น แลนเซอร์ กาแลนท์ เดียมานเต้ จีที สปอร์ตตี้ รวมถึง ปาเจโร่ ซึ่งเป็นรถขับเคลื่อน 4 ล้อ คันแรกของทั้งญี่ปุ่น และของโลก 

              สำหรับประเทศไทย มิตซูบิชิ เริ่มธุรกิจครั้งแรกในปี พ.ศ. 2504 โดยมีครอบครัว "ลี้อิสระนุกูล"เป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ มิตซูบิชิ ในประเทศไทย จนกระทั่งในพ.ศ.2530 จึงได้จัดตั้งบริษัท เอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด ขึ้น และเปลี่ยนมาเป็น มิตซูบิชิ มอเตอร์ ประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2546 ภายหลังจากการเข้าถือหุ้นเกือบ 100% ของ มิตซูบิชิ มอเตอร์ คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น ให้เป็นฐานการผลิตรถกระบะ เพื่อการส่งออกไปยังภูมิภาคต่างๆ ทั่วโลก ซึ่งนับเป็นการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ การกำเนิดธุรกิจด้านยานยนต์ของประเทศญี่ปุ่น เพราะถือเป็นบริษัทรถยนต์ญี่ปุ่นรายแรกที่ตัดสินใจย้ายฐานการผลิต รถกระบะออกนอกประเทศ และเป็นบริษัทแรกที่ย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย 

              ด้านการดำเนินธุรกิจด้านการส่งออกนั้น บริษัทฯ ได้เริ่มเปิดตลาด ส่งออกด้วยการส่ง มิตซูบิชิแชมป์ เป็นรุ่นแรกไปยังประเทศแคนาดา ในปี พ.ศ.  2531 ก่อนจะขยายตลาดการส่งออกไปยังกว่า 140 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมทั้งทวีปยุโรป ออสเตรเลีย ลาตินอเมริกา แอฟริกา รวมทั้งทวีปเอเชีย และสามารถส่งออก รถกระบะและชิ้นส่วนจากฐานการผลิตในประเทศไทย ไปสู่ภูมิภาคต่าง ๆ ทั่วโลก ได้กว่า 1 ล้านคันเป็นรายแรก ของประเทศเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา 

    พ.ศ. 2462 คุณกนก ลี้อิสสระนุกูล เริ่มธุรกิจจากการเป็น ผู้ผลิตและจำหน่ายรถจักรยาน "RALEIGH" จากประเทศอังกฤษ และได้ขยายกิจการเพิ่มการจำหน่าย รถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์อื่นๆ 

    พ.ศ. 2504  2 สิงหาคม จัดตั้งบริษัท สิทธิผล มอเตอร์ จำกัด เป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ มิตซูบิชิในประเทศไทย ซึ่งได้แก่ มิตซูบิชิ สามล้อ "ลีโอ"  และรถยนต์มิตซูบิชิ "โคลท์" รุ่นแรก

    พ.ศ. 2507 เริ่มก่อตั้งบริษัท สหพัฒนายานยนต์ จำกัด (UDMI) หนึ่งในผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมรถยนต์ ในประเทศไทยโดยมีเงินทุน จดทะเบียนเริ่มแรก 10 ล้านบาท

    พ.ศ. 2508 มิตซูบิชิ มอเตอร์ส คอร์ปอเรชั่น ประเทศญี่ปุ่น (MMC)  ได้เข้าถือหุ้นใน UMDI 48% ทำให้บริษัทสามารถขยายกา่รผลิตได้มากขึ้น

    พ.ศ. 2509 UDMI ได้เริ่มประกอบธุรกิจรถกระบะเล็ก

    พ.ศ. 2515 เริ่มผลิตรถนั่ง "มิตซูบิชิ กาแลนท์"

    พ.ศ. 2517 เริ่มผลิตรถยนต์นั่ง  "มิตซูบิชิ แลนเซอร์"

    พ.ศ. 2520 เริ่มผลิตรถยนต์นั่ง "มิตซูบิชิ กาแลนท์ ซิกม่า"

    พ.ศ. 2522  เริ่มสร้างโรงงานใหม่ที่ลาดกระบัง และเพิ่มทุนจดทะเบียนเป็น 20 ล้านบาท รวมทั้งผลิตรถยนต์นั่ง "มิตซูบิชิ แลนเซอร์"

    พ.ศ. 2524 เริ่มผลิตรถกระบะ 1 ตัน "มิตซูบิชิ แอล 200" รถยนต์ "มิตซูบิชิ โคลท์เอฟ" และ "มิตซูบิชิ โคลท์ มิราจ"

    พ.ศ. 2527 เริ่มผลิตรถยนต์ในรูปลักษณ์ใหม่คือ "มิตซูบิชิ กาแลนท์" (YD) และ "มิตซูบิชิ แลนเซอร์" (LA)

    พ.ศ. 2528 ผลิตรถบรรทุกหนัก 10 ล้อ "ฟูโซ่"

    พ.ศ. 2529 เริ่มผลิตรถยนต์ "แลนเซอร์ แชมป์" รถที่ขายดีที่สุดในตลาดรถนั่งขนาดเล็ก

    พ.ศ. 2530   2 มกราคม 2530 รวมบริษัท สิทธิผล มอเตอร์จำกัด เข้าด้วยกัน โดยใช้ชื่อว่า " บริษัท เอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด " เพื่อเสริมสร้างฐานการผลิตของบริษัทฯ สำหรับโครงการอุตสาหกรรมรถยนต์ ในประเทศและระหว่างประเทศ

               7 เมษายน 2530  บริษัท สิทธิผล มอเตอร์จำกัด เซ็นสัญญาระยะยาวกับบริษัท ไครส์เลอร์ แคนาดาเพื่อส่งรถยนต์ที่ประกอบ ในประเทศไทยไปจำหน่าย ในแคนาดาเป็นครั้งแรก 

    พ.ศ. 2531   10 มกราคม 2531 รถยนต์ "มิตซูบิซิ แลนเซอร์ แชมป์" จำนวน 420 คันแรก ได้ออกเดินทางสู่แคนาดา ตามสัญญาที่บริษัทฯ ตกลงกับไครส์เลอร์ เพื่อส่งรถยนต์ไปแคนาดาทั้งสิ้น 100,000 คัน ในระยะเวลา 6ปี เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การส่งออกรถยนต์ของไทย

    พ.ศ. 2532  สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน นำคณะนักเรียน โรงเรียนนายร้อยจุลจอมเกล้าฯ เข้าเยี่ยมชมโรงงานผลิตและประกอบรถยนต์ ของบริษัทฯ ณ นิคมอุตสาหกรรม ลาดกระบัง เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2532

              เริ่มการส่งออกรถยนต์ "มิตซูบิชิ แลนเซอร์ แชมป์ " ไปยังประเทศไซปรัส และชิ้นส่วน CKD รถกระบะ "มิตซูบิชิ แอล 200 " ไปยังประเทศโปรตุเกสเป็นครั้งแรก

    พ.ศ. 2533  เปิดโรงงานใหม่แห่งที่ 2  ณ นิคมอุตสาหกรรมลาดกระบัง เพื่อใช้ผลิตรถบรรทุกฟูโซ่และรถแคนเตอร์

              -เปิดโรงงานผลิตตัวถังดัมพ์ มูลค่า 200 ล้านบาท ในชื่อบริษัท โคราชออโตโมทีฟ จำกัด ณ เขตอุตสาหกรรม สุรนารี จังหวัดนครราชสีมา
              
              -เปิดโรงงานผลิตชิ้นส่วน และประกอบตัวถังรถยนต์ทุกชนิด มูลค่า 500ล้านบาท  ในชื่อบริษัท บางกอกอีเกิลวิง จำกัด 
              
              -กลุ่มอุตสาหกรรมในเครือ เอ็มเอ็มซี สิทธิผล รวม 13 บริษัทและเซ็นสัญญา ใช้พื้นที่ในนิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง ตามโครงการผลิต และประกอบรถกระบะมิตซูบิชิ แอล 200 เพื่อส่งออกจำหน่ายทั่วโลก 

              -แนะนำรถยนต์มิตซูบิชิ กาแลนท์ รุ่นใหม่สู่ท้องตลาด 

              -8 ธันวาคม 2533 สร้างประวัติศาสตร์ การส่งออกอีกครั้ง โดยส่งออกรถบรรทุก 10 ล้อ มิตซูบิชิ ฟูโซ่ 400 คัน สู่ประเทศอินโดนีเซีย

    พ.ศ 2534 เปิกศูนย์อบรมเทคโนโลยี ชุณหะวัณ โรงเรียนวิศวกรรมยานยนต์แห่งแรกในประเทศไทย

              -2 สิงหาคม 2534 ครบรอบ 30 ปี บริษัท เอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด

              -แนะนำรถยนต์มิตซูบิชิ แลนเซอร์ แฮทช์แบค และรวมมิตซูบิชิ ปาเจโร่ สู่ตลาดในประเทศ

              -ปรับปรุงรถตระกูลแลนเซอร์ เป็น "มิตซูบิชิ แชมป์" ใช้เครื่องยนต์ใหม่ 12 วาล์ว

    พ.ศ. 2535 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนิน เปิดศูนย์ฝึกอบรมเทคโนโลยี ชุณหะวัณอย่างเป็นทางการ

              -เปิดโรงงานแห่งที่ 3 ณ นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง

              14 กันยายน 2535 ทำพิธีต่ออายุสัญญาข้อตกลงกับไครส์เลอร์ เพื่อส่งรถยนต์ "มิตซูบิชิ แลนเซอร์" ใหม่ไปแคนาดาอีก 4 ปี

              -ส่งรถยนต์ มิตซูบิชิ แชมป์ สู่ตลาดอิสราเอล และรถกระบะ มิตซูบิชิ แอล 200 ไซโคลนสู่ตุรกี

              -มิถุนายน 2535 ส่งรถกระบะมิตซูบิชิ แอล 200 สู่ตลาดยุโรป

    พ.ศ. 2356 เปิดตัวรถยนต์ มิตซูบิชิ กาแลนท์ อัลติม่า

    พ.ศ. 2537 ส่งออกรถยนต์มิตซูบิชิ แชมป์ สู่ประเทศอิสราเอล

               -เปิดตัว "ไดมอนด์ การ์ด " อภิสิทธิ์บัตรเครดิต โดยการร่วมมือกันระหว่าง บริษัท เอ็มเอ็มซี สิทธิผล จำกัด ธนาคารกสิกรไทย และมาสเตอร์การ์ด 

              -แนะนำรถยนต์ มิตซูบิชิ ปาเจโร่ V6-3500 สู่ตลาดในประเทศ

              23 สิงหาคม 2537 สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นองค์ประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงาน ประกอบรถยนต์แห่งที่ 4 ณ นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง เพื่อเป็นฐานการผลิตรถกระบะโครงการ แอล 200 ส่งออก 139 ประเทศทั่วโลก

    พ.ศ. 2538 ปรับปรุงโฉมรถยนต์ "มิตซูบิชิ แลนเซอร์" 1.5 และ 1.6 GLXi พร้อมแนะนำรถยนต์ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ 1.3 รุ่นใหม่ รถยนต์นั่งขนาดกลางที่ประสบความสำเร็จสูงสุดสู่ตลาดในประเทศ

              -ทำพิธี วางศิลาฤกษ์ สำนักงานใหญ่ แห่งใหม่ ณ ถนนพหลโยธิน กิโลเมตรที่  44-45 (รังสิต)

              -แนะนำรถยนต์ "มิตซูบิชิ แอล 200 สตราดา ซิงเกิ้ล แค็บ "สู่ตลาดในประเทศ

    พ.ศ. 2539 แนะนำรถยนต์กระบะ "มิตซูบิชิ แอล 200 สตราดา เมกะแค็บ "" มิตซูบิชิ แลนเซอร์ใหม่" มิตซูบิชิ ปาเจโร่ V6-3000 สู่ตลาดในประเทศไทย

              -ส่งรถกระบะมิตซูบิชิ  แอล 200 สู่ประเทศออสเตรเลียเป็นประเทศแรก

              -จัดประชุมผู้แทนจำหน่ายจาก 139 ประเทศทั่วโลก เพื่อแนะนำรถกระบะ มิตซูบิชิ แอล 200 ที่จังหวัด ชลบุรี พร้อมเยี่ยมชมโรงงานแห่งที่ 4 ณ นิคมอุตสาหกรรมแหลมฉบัง

              -แนะนำรถยนต์  มิตซูบิชิ ปาเจโร่ V6-3000 สู่ตลาดในประเทศ ในงานบางกอกมอเตอร์โชว์

    พ.ศ 2540  แนะนำรถบรรทุกขนาดเล็ก "มิตซูบิชิ แคนเซอร์ วาย แค็บ " สู่ตลาดในประเทศ

              -แนะนำรถยนต์ "มิตซูบิชิ กาแลนท์ อัลติม่า เอ็กซ์ครูทีฟ" สู่ตลาดภายในประเทศ

              -แนะนำรถกระบะ "มิตซูบิชิ แอล 200 สตราดา" ขับเคลื่อนสี่ล้อ สู่ตลาดภายในประเทศ

              -ส่งออกรถกระบะ มิตซูบิชิ แอล 200 สตราดา สปอร์ตตี้ ขับเคลื่อนสี่ล้อสู่ประเทศญี่ปุ่น

              -เปิดศูนย์ซ่อมสร้างเกียร์อัตโนมัติ ที่ทันสมัยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    พ.ศ. 2541 ส่งออกรถยนต์ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ สู่ประเทศนิวซีแลนด์

              -รถกระบะ มิตซูบิชิ แอล 200 สตราดา ได้รับรางวัล "BEST PICK UP 1997จากนิตยสาร What Van? ประเทศอังกฤษเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน
      
              -รถกระบะ มิตซูบิชิ แอล 200 สตราดา ได้รับคัดเลือกเป็น "BEST PICK UP 1997จากนิตยสาร Professional Buider ประเทศอังกฤษ

              -รถกระบะ มิตซูบิชิ แอล 200 สตราดา ได้รับคัดเลือกเป็น "BEST PICK UP จาก 1998  Fleet Excellence Awards โดยนิตยสาร Fleet Management and Business Car  ประเทศอังกฤษ

              -รถกระบะ มิตซูบิชิ แอล 200 สตราดา ได้รับรางวัล "Pick Up Car of The Year 1997-1998 " จากนิตยสาร 4 x 4 plusประเทศเบลเยี่ยม

              -รถกระบะ มิตซูบิชิ แอล 200 สตราดา ได้รับรางวัลรถ OFF ROAD ขับเคลื่อนสี่ล้อ ยอดเยี่ยม แห่งปี จากนิตยสาร กรังด์ปรีซ์

    พ.ศ. 2542 แนะนำรถยนต์มิตซูบิชิ กาแลนท์ใหม่ และรถบรรทุกขนาดใหญ่ "มิตซูบิชิฟูโซ่  FN " สู่ตลาดในประเทศ

    พ.ศ. 2543 แนะนำรถยนต์ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ F-Sttyle" สู่ตลาดภายในประเทศ

              -แนะนำรถยนต์ มิตซูบิชิ New Pajero และรถยนต์ มิตซูบิชิ  Strada Grandis สู่ตลาดภายในประเทศ 

              -รถยนต์ มิตซูบิชิ แอล 200 ได้รับรางวัล Best of the car จากนิตยสาร กรังด์ปรีซ์

    พ.ศ. 2544 แนะนำรถยนต์ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ Cedia และรถยนต์ มิตซูบิชิ G-Wagon สู่ตลาดภายในประเทศ

    พ.ศ. 2545 รถยนต์มิตซูบิชิ Lencer Cedia ได้รับรางวัล Best Passenger Car จากนิตยสาร กรังด์ปรีซ์

              -รถยนต์มิตซูบิชิ แอล 200 ได้รับรางวัล Best Export Car จากนิตยสาร กรังด์ปรีซ์

              -แนะนำเครื่องยนต์ดีเซลล์ใหม่ VG Turbo Intercooler กับรถG-Wagon และ Strada เป็นเครื่องยนต์เทอร์โบระบบแปรผันที่ล้ำหน้า และใหม่ที่สุดทางด้านเทคโนโลยี

    พ.ศ. 2546 ฉลองรถยนต์ มิตซูบิชิส่งออก ครบ 500,000 คัน และได้รางวัล EXPORT EXCELLENCE AWARD

              -เปิดตัวรถกระบะมิตซูบิชิ สตราดา 2800 Turbo Intercooler และรถสตราดา G-Wagon EuroEvolution

              -รถสตราดา G-Wagon Turbo Intercoolerได้รับรางวัล Best SUV จากนิตยสาร กรังด์ปรีซ์

              -รถกระบะมิตซูบิชิ สตราดา ได้รับรางวัล Best Export Pic Up จากนิตยสาร กรังด์ปรีซ์

              - 21 พฤศจิกายน 2546 เปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น มิตซูบิชิ มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด

    พ.ศ. 2547 แนะนำมิตซูบิชิ สเปซ แวกอน สู่ตลาดเมืองไทย 

              -สร้างสถิติส่งออกรถยนต์และชิ้นส่วนรถยนต์ ได้สูงกว่าหนึ่งแสนคันเป็นครั้งแรก ด้วยตัวเลข 109,933 คัน

    พ.ศ. 2548 รถยนต์มิตซูบิชิ สเปช แวกอน คว้ารางวัล BEST MPV จากนิตยสารกรังด์ปรีซ์

              -ฉลองการส่งออกรถยนต์ มิตซูบิชิ ครบ 700,000 คัน 

              -แนะนำมิตซูบิชิ ไทรทัน สู่ตลาดเมืองไทย 

              -เปิดตัว มิตซูบิชิ ไทรทันพลัส

    พ.ศ. 2529 แนะนำ มิตซูบิชิ ไทรทัน สู่ผู้จำหน่ายทั่วโลก 

              -รถยนต์ มิตซูบิชิ สเปช แวกอน คว้ารางวัล BEST MPV จากนิตยสารกรังด์ปรีซ์

              -มิืตซูบิชิ ไทรทันได้รับรางวัล "รถกระบะยอดเยี่ยม ประเภทดับเบิ้ลแค็บ ขับเคลื่อน 4 ล้อ" (Best Pick-up Truck:Double Cab 4WD) และ "รถกระบะประหยัดน้ำมัน ในการใช้งานจริง" จากนิตยสารกรังด์ปรีซ์

              -ฉลองการส่งออกรถยนต์มิตซูบิชิ ครบรอบ 800,000 คัน 

    พ.ศ. 2550 ฉลองการส่งออกรถกระบะและชิ้นส่วน ครบ 1,000,000 คัน 

              -รถยนต์ มิตซูบิชิ สเปซ แวกอน คว้ารางวัล BEST MPV จากนิตยสารกรังด์ปรีซ์

              -มิตซูบิชิ ไทรทัน ได้รับรางวัล "รถกระบะออกแบบยอดเยี่ยม" และ "รถกระบะยอดเยี่ยมประเภท ขับเคลื่อน 2ล้อ รุ่นไม่เกิน 2500 ซีซี" จากนิตยสาร

              -เปิดตัว มิตซูบิชิ สเปซ แวกอน ไมเนอร์เชนจ์

    พ.ศ. 2551 แนะนำ มิตซูบิชิ ปาเจโร่ Exceed สู่ตลาดเมืองไทย

              -แนะนำ มิตซูบิชิ ปาเจโร่ สปอร์ต สู่ตลาดเมืองไทย
         
     

              





  • ประวัติรถยนต์

                     เครื่องหมายที่ประกอบด้วยวงแหวน  3  วง  หรือที่หลายคนเรียกันว่า “ 3 ห่วง”  ที่แสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ซึ่งกันและกันระหว่างลูกค้า และ Toyota  ดังนั้นการผสมผสานกันระหว่างอักษร  T สำหรับ Toyota  กับพื้นที่ว่างที่แสดงเป็นนัยว่า  เทคโนโลยีโดย  Toyota  จะเผยแพร่ไปทั่วโลก แบบไร้ขีดจัดเพื่ออนาคตที่ยังยืน

                    โตโยต้า  มอเตอร์  คอร์เปอเรชั่น (Toyota  Motor  Corporation ) เป็นบริษัทผลิตรถยนต์จากประเทศญี่ปุ่น  มีฐานการผลิตที่เมืองโตโยต้า  จังหวัดไอจิ  โตโยต้ามอเตอร์เป็นผู้ผลิตรถยนต์อันดับหนึ่งของญี่ปุ่น  และเป็นอันดับหนึ่งของโลก ซึ่งโตโยต้ามีความสามารถในการผลิตรถได้ประมาณแปดล้านคันต่อปี และเป็นบริษัทที่ให้กำเนิด ระบบการผลิตแบบโตโยต้า (Toyota  Production System : TPSX  และวิถีแห่งโตโยต้า  (Toyota  Way)  ที่โด่งดังไปทั่วโลก

                    โตโยต้า  มอเตอร์  คอร์เปอเรชั่น เริ่มก่อตั้งเมื่อเดือน กันยายน พ.ศ.2476  (ค.ศ.1933)  เมื่อบริษัทผลิตเครื่องทอผ้าโตโยดะนำโดย คีชิโระ โตะโยะดะได้ทำการตั้งแผนกใหม่ในปีพ.ศ 2477 (ค.ศ.1934)  เพื่อทุ่มเทให้กับการพัฒนาเครื่องยนต์ Type A ซึ่งได้นำไปใช้ใน  Model  A1 ซึ่งเป็นรถยนต์นั่งคันแรกของบริษัทในเดือนพฤษภาคม พ.ศ.2478  (ค.ศ.1935)  และรถบรรทุก  G1  ในเดือนกรกฎาคม ปีเดียวกัน  ซึ่ง  Model A1  ได้พัฒนามาผลิตเพื่อการค้าเต็มรูปแบบ  ซึ่งคือ  Model JA ในปี พ.ศ.2479  (ค.ศ1936)

                    ในปี พ.ศ.2549  โตโยต้าได้ถูกจัดลำดับโดยนิตยสาร Fortune  ให้เป็นบริษัทผู้ผลิตรถยนต์อันดับสองของโลก รองจากบริษัท GM และในพ.ศ.2550   โตโยต้าก็สามารถทำยอดขายทั่วโลกได้สูสี GM(1)  แต่ที่น่าสนใจก็คือ  ผลการดำเนินงานในเชิงกำไร  ของโตโยต้าเพียงบริษัทเดียวมีมากกว่าบริษัท  GM  รวมกับ  Ford และ Chrysler ซึ่งแสดงให้เห็นว่า โตโยต้ามีผลประกอบการที่ดีมาก  ซึ่งจากหนังสือวิถีแห่งโตโยต้า ได้สรุปว่า สาเหตุที่โตโยต้า  สามารถดำเนิน ธุรกิจได้ดี เพราะการให้ระบบการผลิตที่มีประสิทธิภาพที่คิดค้นโดยโตโยต้าที่มีชื่อว่า  ระบบการผลิตแบบโตโยต้า  ที่ประกอบด้วย  การดำเนินการผลิตแบบทันเวลา  Just in time และการดำเนินการด้านการบริหารด้านคุณภาพ (Kaizen) ตลอดจนมีการดำเนินการตามปรัชญาที่มั่นคง  (Consistant Purpose) ซึ่งถือได้ว่าเป็นการดำเนินการตามวิถีโตโยต้า  Toyota Way

                    บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย  จำกัด  โดยคุณประมนต์  สุธีวงค์ เป็นประธานกรรมการคนปัจจุบันด้วยทุนจดทะเบียน   7,520  ล้านบาท  จัดตั้งเมื่อปีพ.ศ.2499  ด้วยชื่อบริษัท  โตโยต้า มอเตอร์ เซลล์ จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียนแรกเริ่ม  11.8  ล้านบาท  สำหรับความเป็นมา ในอดีตสู่ปัจจุบัน บริษัทโตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย  จำกัด นั้นเริ่มต้นจาก  นับย้อนไปเมื่อปี  พ.ศ.2499  กิจการโตโยต้าเริ่มต้นในนาม  บริษัทโตโยต้า มอเตอร์  เซลล์ จำกัด  ซึ่งนับเป็นบริษัทโตโยต้า แห่งแรกในประเทศไทย  และเป็นบริษัทแรกของโตโยต้าในต่างประเทศ โดยดำเนินกิจการนำเข้ารถยนต์สำเร็จรูป ทั้งรถยนต์นั่ง และรถบรรทุกได้แก่  TOTO- ACE, STOUT, MS 40, LAND CRUISER   จากนั้น  ในปี พ.ศ.2505  เมื่อได้รับบัตรส่งเสริมประกอบกิจการประกอบรถยนต์ จากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน โตโยต้าได้จดทะเบียนก่อตั้ง บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด  ด้วยทุนจดทะเบียน  11.8  ล้านบาท และมีสำนักงานใหญ่ ตั้งอยู่ ณ ถนนสุรวงศ์  กรุงเทพฯ  และมีผู้แทนจำหน่าย  13  แห่ง 

                    โรงงานประกอบรถยนต์แห่งที่  1 ก่อตั้งขึ้นในไปพ.ศ.2507  ณ  บริเวณสำโรงเหนือ ซึ่งเปิดทำการประกอบรถยนต์ โดยนำเข้าชิ้นส่วนอุปกรณ์สำเร็จรูป  (CKD)  รถที่ประกอบรุ่นแรก  คือ  TOYOTA  DYNA  170, TIARA, STOUT, PUBLICA (UP10), CORONA RT 40 ต่อมาในปี พ.ศ.2518 จึงก่อตั้งโรงงานประกอบรถยนต์แห่งที่ 2 ณ สำโรงใต้  พร้อมทั้งสร้างโรงบำบัดน้ำเสีย มูลค่า  10 ล้านบาท  นอกจากนั้น ในปี พ.ศ.2525 โตโยต้าได้ติดตั้งระบบ  CATION  E.B.P (Electro Deposit Painting) พร้อมด้วยระบบแขนบน  อัตโนมัติ  (Swing Arm Auto Loading) ในกระบวนการผลิตเป็นรายแรกในประเทศไทย จากนั้นในปี พ.ศ.2531 โตโยต้า ได้ย้ายสำนักงานใหญ่ ที่ถนน สุรวงศ์ มาที่ สำโรงคอมแพล็กซ์  และก่อตั้งโรงงานรถยนต์แห่งที่ 3 ขั้น นับเป็นโรงงานประกอบรถยนต์ที่ทันสมัย และมีประสิทธิภาพในการผลิตสูงสุดด้วยกำลังการผลิตในขณะนั้น เป็น  100,000 ค้นต่อปี

                    ปีพ.ศ.2540 โตโยต้าได้รับพระมหากรุณาธิคุณจาก สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ  สยามบรมราชกุมารี  เสด็ด พระราชดำเนินทรงเปิด โรงงานประกอบรถยนต์  โตโยต้า เกรตเวย์  ซึ่งเป็นโรงงานประกอบรถยนต์ที่ทันสมัยที่สุดแห่งหนึ่งใน ภูมิภาคเอเซียอาคเนย์ สร้างขึ้นบนเนื้อที่  625  ไร่ ในนิคมอุตสาหกรรม  เกรตเวย์ ซิตี้ อำเภอ แปลงยาว  จังหวัดฉะเชิงเทรา โดยเริ่มผลิตรถยนต์โตโยต้า  โซลุน่า  ซึ่งเป็นโครงการภายใต้ความร่วมมือระหว่างวิศวกรชาวไทย และญี่ปุ่นในการออกแบบ

                    ตลอดระยะเวลา 40 ปี แห่งการดำเนินงาน ทุกความทุ่มเทของ โตโยต้า  คือความพยายามที่จะตอบสนองความต้องการสูงสุดของลูกค้า ทั้งในกระบวนการผลิตระดับมาตราฐานโลก เทคโนโลยีล้ำสมัย สำนึกต่อสิ่งแวดล้อม  คุณภาพการบริหาร และการมุ่งพัฒนาบุคลากร รวมทั้งขยายกิจการ โดยได้ก่อตั้งบริษัทในเครือจำนวน 7 แห่งเป็นการแสดงถึงศักยภาพ อันแข็งแกร่งที่จะตอบรับการเติบโตของอุตสหกรรมรถยนต์ และยิ่งไปกว่านั้น ยังส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ จากการก่อตั้งบริษัทสยามโตโยต้า อุตสาหกรรม จำกัด เพื่อผลิตชิ้นส่วน และ ประกอบเครื่องยนต์ เพื่อใช้ในประเทศ และส่งออก นอกจากนั้น  เรายังไม่หยุดนิ่งในการนำเสนอผลิตภัณฑ์  เทคโนโลยีที่ทันสมัย รูปแบบการบริหาร และกิจกรรม ส่งเสริมการขายในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งหมดนี้ ตั้งอยู่บนจุดมุ่งหมายในการสร้างความพึงพอในสูงสุดของผู้ใช้รถโตโยต้า

                    อีกปณิธานที่โตโยต้ายึดมั่นอยู่เสมอ คือ การตอบแทนสังคมไทย โดยในปี พ.ศ.2516  โตโยต้า ริเริ่มกิจกรรมมอบทุนการศึกษา แก่นิสิตจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยลัยธรรมศาสตร์ และได้ดำเนินกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่องทั้งในด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ส่งเสริมวินัยจราจร ดนตรี และกีฬา โดยในปี พ.ศ.2535  ในโอกาศครบรอบ  30  ปี  การดำเนินงานของบริษัท โตโยต้าได้ก่อตั้ง “มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย”  เพื่อดำเนินกิจกรรมส่งเสริมคุณภาพชีวิต  และสังคมไทย โดยให้ความสนับสนุนการส่งเสริมการศึกษา สิ่งแวดล้อมวัฒนธรรม อย่างสม่ำเสมอ ด้วยเจตนารมณ์ที่ว่า  “โตโยต้าภูมิใจที่ได้เติบโตร่วมกับสังคมไทย” 

                    ปัจจุบัน โตโยต้าคือ หนึ่งในบริษัทรถยนต์ชั้นนำของประเทศไทย ด้วยทุนจดทะเบียน7,520  ล้านบาท กำลังทั้งสิ้น  450,000 ค้นต่อปี  พนักงานบริษัทกว่า  9 พันคน   เครือข่ายผู้แทนจำหน่าย  93  แห่ง   268  โชว์รูม ทุกพื้นที่ทั่วประเทศไทย  ความสำเร็จของโตโยต้า ณ วันนี้  เกิดขึ้นจากความเชื่อมั่น ของผู้ใช้รถยนต์ ชาวไทยเป็นเวลากว่า 40 ปี  บนความมุ่งมั่นของโตโยต้า  ด้วยความสำคัญในการพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง เพื่อสรรค์สร้างนวัตกรรม  ยานยนต์ที่ดีที่สุด แทนการขอบคุณ

                    สำหรับรถยนต์ใหม่  ที่ได้รับความนิยมในปัจจุบันคือ  New Toyota Fortuner  โฉมไมเนอร์ เชนจ์  ที่เคาะราคาออกมาได้ค่อนข้างโดนใจควบคู่ไปกับรูปลักษณ์ ใหม่ที่สวยขึ้น  สปอร์ตขึ้น  นอกจากนี้ Toyota Vigo ก็ยังมีคิวเผยโฉมต่อในอันดับต่อไปเร็ว ๆ นี้ หลายฝ่ายคาดการณ์ว่า รูปร่างหน้าตา รวมถึงระบบความปลอดภัยต่าง ๆ จะได้รับการปรับปรุง และตอบสนอง ความต้องการของผู้บริโภคได้มากยิ่งขึ้น  

  • ประวัติรถยนต์

             วอลโว่  เป็นผู้ผลิตรถยนต์ของสวีเดน  ก่อตั้งกิจการตั้งแต่ ปี 1926  สัญลักษณ์ของ วอลโว่  เป็นรูปวงกลม และลูกศร  วงกลม  หมายถึงล้อรถ  ส่วนลูกศร  หมายถึงการพุ่งทะยานไปข้างหน้า
             มีเรื่องเล่าเท้าความว่า  ชื่อ วอลโว่  กำเนิดขึ้นบนจานกุ้งเผา  ตำนสนเรื่องนี้เกิดขึ้นในปี  1924  สมัยที่ตลาดรถยนต์ ส่วนใหญ่เป็นรถที่นำเข้าจากสหรัฐอเมริกา  เย็นวันหนึ่งในปี นั้น  สองหนุ่มวิศวกรชาวสวีเดนนัดกันไปกินมื้อเย็นที่ภัตตคารแห่งหนี่งในรุงสตอคโฮล์ม  คนหนึ่งเป็นวิศวกรซึ่งทำงานอยู่กับบริษทผู้ผลิตแหวนกับเพลายี่ห้อเอสเคเอฟ (ASSAR  GABRIELSSON)  อีกคนเป็นวิศวกรซึ่งอดีตเคยทำงานในบริษัทผู้ผลิตรถยนต์วอรซ์ฮอลล์ขององกฤษมาก่อน  มีชื่อว่า  GUSTAV  LARSON คุยกันไปคุยกันมาจนได้ที่  ทั้งคู่ก็เกิดเห็นพ้องต้องกันว่า  ถึงเวลาแล้วที่สวีเดนควรจะมีผู้ผลิต รถยนต์ของตนเองเสียที คนใดคนหนึ่งในสองคนนั้นจึงพูดขึ้นว่า“I ROLL”  หรือ “ฉันจะหมุนไป” ซึ่งตรงกับคำละติน VOLVO ชื่อ  “วอลโว่” ซึ่งเกิดขึ้นนับตั้งแต่วินาทีนั้น
             ทั้งสองคนรวบรวมทั้งทรัพย์และสติปัญญาจนสามารถทำรถคันต้นแบบสำเร็จในเดือนมิถุนายน 1926ก่อนจะนำรถต้นแบบคันนั้นไปเสนอ บริษัทผู้ผลิตฝาประกับเพลา เอสเคเอฟ ก่อนที่พวกเขาจะสมใจ บริษัทสนใจและตกลงร่วมลงทุนด้วย การผลิตรถยนต์ วอลโว่ ยุคแรกเกิดขึ้นที่โรงงานในเมืองโกเธนเบร์ก โดยมีพนักงานเพียงสิบคน ตราบจนเดือนเมษายน 1927 รถ วอลโว่ คันแรกก็ปรากฎตัวออกสูตลาดด้วยเครื่องยนต์4 –สูบ ไซด์วาล์วความจุ 1944 ซีซี  ให้ความเร็วสูงสุด  77  กม./ซมซ  มีชื่อรุ่นว่า  VOLVO  OV4  โดยมี ยอดการผลิต   205  คัน

     บริษัท  วอลโว่  คาร์ (ประเทศไทย) จำกัด (VCT)
              บริษัทด้วยการขายระดับประเทศแห่งนี้เป็นสาขาที่บริษัทวอลโว่คาร์ คอร์ปอร์เรชั่นในประเทศสวีเดนเป็นเจ้าของแต่เพียงผู้เดียวผ่านทางบริษัทสวีนีโฮลดิ้ง  ซึ่งเป็นบริษัทโฮลดิ้งจากประเทศเนเธอร์แลนด์  บริษัทฯ ได้จดทะเบียนดำเนินการในประเทศไทยเมื่อวันที่  11  มิถุนายน  ค.ศ.1971  (พ.ศ.  2514)  ภายใต้ชี่อบริษัท วอลโว่  ประเทศไทยจำกัด (Volvo  Thailand  Limited  (VCT))

    บริษัท  ไทย-สวีดิช  แอสเซมบลีย์  จำกัด  (TSA)
               บริษัท  ไทย-สวีดิช  แอสเซมบลีย์  จำกัด  ทำการวางฐานรากของโรงงานประกอบรถยนต์ และบริษัทขึ้นในประเทศไทยในปี ค.ศ.1976  (พ.ศ.2519) เป็นการร่วมทุนระหว่างบริษัท  เอบี  วอลว่า (สวีเดน) ซึ่งถือหุ้นร้อยละ  70  ของการลงทุน  และบริษัทสวีเดน  มอเตอร์  คอร์ปอเรชั้น  จำกัดแห่งประเทศไทยถือหุ้นร้อยละ 30  โรงงานตั้งอยู่บนทางหลวงสายบางนา-ตราด  การผลิตรถยนต์นั่งที่โรงงานแห่งนี้เริ่มขึ้นในเดือนมกราคม  ค.ศ.1976 (พ.ศ. 2519)  และ TSA  ทำพิธีเปิดบริษัทอย่างเป็นทางการในวันที่  27  กันยายน ค.ศ.1976 (พ.ศ.2519)  โดยมีพลตรีชาติชาย  ชุณหวัณ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมในเวลานั้นเป็นประธานในพิธี
             การประกอบรถยนต์วอลโว่รุ่น  240  เริ่มต้นขึ้น และดำเนินต่อในปีต่อ ๆ มา และการใช้อะไหล่ และชิ้นส่วนต่าง ๆ  ที่ผลิตขึ้นในประเทศไทยค่อย ๆ เพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ  ขณะเดียวกันทักษะของแรงงานประกอบรถยนต์ไทยก็พัฒนาก้าวหน้าจนถึงขึ้นที่สามารถประกอบเครื่องยนต์วอลโว่ได้อย่างสมบูรณ์  การดำเนินการประกอบเครื่องยนต์เริ่มต้นในปี  ค.ศ.1981  (พ.ศ.2524)  เรื่องนี้เป็นสถานการณ์พิเศษเพราะเป็นครั้งแรกที่มีโรงงานประกอบเครื่องยนต์ของวอลโว่อย่างสมบูรณ์ขึ้นนอกประเทศสวีเดน และเป็นโรงงานแรกในประเทศไทยด้วย

  • ประวัติรถยนต์

                    ตัวอักษร S ซึ่งเป็นตัวอักษรตัวแรกของชื่อ SUZUKI นั่นเอง ไม่มีความหมายอื่นใดนอกเหนือจากนี้ ต้นกำเนิดของซูซูกิคือ SUZUKI SHOKKUKU SEISAKUSHO หรือ SUZUKU LOOM WORKS โรงงานผลิตเครื่องทอผ้า ซึ่งก่อตั้งขึ้นที่เมืองฮามามัตสุ ประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2452

                    โดยนาย มิชิโอะ ซูซูกิ (MICHIO SUZUKI) บุตรชายของชาวไร่ฝ้ายผู้หันมาเอาดีในการผลิตเครื่องทอผ้า ในยุคก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1 กิจการโรงงานผลิตเครื่องทอผ้า ซูซูกิเติบโตอย่างรวดเร็ว และในช่วงเวลาเพียงหนึ่งทศวรรษหลังจากก่อตั้ง ซูซูกิก็เปลี่ยนกิจการให้อยู่ในรูปของบริษัทมีชื่อว่า SUZUKI LOOM MANUFACTURING CO.,LTD. ด้วยเงินทุนจดทะเบียน 500,000 เยน และเพียงปีเดียวหลังจากนั้น ซูซูกิก็เพิ่มเงินทุนเป็น 2 เท่า และก็สร้างโรงงานขึ้นอีก 1 โรง ในเมืองฮามามัตสุนั่นเอง

                    ซูซูกิหันเหกิจการจากการผลิตเครื่องทอผ้าเป็นการผลิตรถยนต์ในปี 2479 เมื่อรัฐบาลญี่ปุ่นออกจดหมายจำกัดการนำเข้ารถยนต์ ซึ่งมีผลอย่างมากในการส่งเสริมการผลิตรถยนต์ในประเทศ ซูซูกิตั้งต้นโดยการนำรถออสตินเซเวนซึ่งนำเข้าจากอังกฤษมาแยกเป็นชิ้น ๆ แล้วศึกษาอย่างละเอียด และในชั่วเวลาเพียงปีเดียว ซูซูกิก็สามารถสร้างเครื่องยนต์เครื่องแรกของบริษัทได้สำเร็จ เป็นเครื่องยนต์ 4 สูบ ความจุ 750 ซีซี ระบายความร้อนด้วยน้ำ ซูซูกิได้ออกแบบรถยนต์ขึ้นหลายแบบ เพื่อใช้กับเครื่องยนต์แบบดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ยังไม่ทันที่ซูซูกิจะผลิตรถยนต์ออกจำหน่ายในตลาด สงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ระเบิดขึ้น และซูซูกิก็หันมารับใช้ชาติโดยการผลิตยุทธภัณฑ์สงคราม

                    ในช่วงเวลาสงคราม กิจการของซูซูกิขยายตัวเป็นอย่างมาก เมื่อสงครามสงบลง กิจการของซูซูกิจึงมีทั้งการผลิตเครื่องทอผ้า เครื่องจักรกลการเกษตร เครื่องทำความร้อนด้วยไฟฟ้า รวมทั้งโรงงานผลิตเกลือจากน้ำทะเล

                    หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ในญี่ปุ่นก้าวไปเชื่องช้า และส่วนใหญ่จำกัดอยู่กับ การผลิตรถยนต์เพื่อพาณิชย์ ในช่วงต้นทศวรรษหลังปี 2493 นั่นเอง กิจการของซูซูกิก็มีอาการ ซวนเซจนเกือบจะเกิดภาวะล้มละลาย เนื่องจากการหยุดงานประท้วง และการทรุดตัวของอุตสาหกรรมสิ่งทอ เพื่อความอยู่รอด ซูซูกิจึงหันไปมองตลาดใหม่คือ จักรยานยนต์ และในเดือนเมษายน 2495 ซูซูกิก็ผลิตจักรยานยนต์แบบแรกออกสู่ตลาด เป็นจักรยานยนต์ ขนาด 36 ซีซี จำหน่ายในชื่อ SJK (ย่อมาจาก SUZUKU JIKOSHA KOGYO หรือ SUZUKI AUTOMOTIVE INDUSTRIES) และใช้ชื่อดังกล่าวจนถึงปี 2501 แม้ว่าซูซูกิได้เปลี่ยนชื่อ กิจการอีกครั้งหนึ่งในเดือน มิถุนายน 2497 เป็น SUZUKI MOTOR CO.,LTD. อันเป็นชื่อที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ความสำเร็จในการผลิตจักรยานยนต์ นำไปสู่การผลิตรถยนต์ในเวลาต่อมา

                    รถยนต์แบบแรกของซูซูกิออกสู่ตลาดในญี่ปุ่นเมื่อปี 2498 มีชื่อรุ่นว่า ซูซูไลท์ (SUZULIGHT) เป็นรถยนต์นั่งขนาดมินิขับเครื่องล้อหน้าด้วยเครื่องยนต์ 2 จังหวะ ขนาดความจุ 360 ซีซี  ระบายความร้อนด้วยอากาศ ปัจจุบันซูซูกิเป็นผู้ผลิตจักรยานยนต์และรถยนต์รายสำคัญรายหนึ่งของญี่ปุ่นในรอบปี 2532 ที่ผ่านมา ซูซูกิจำหน่ายรถยนต์นั่งและรถยนต์แบบอื่น ๆ ในประเทศญี่ปุ่นได้รวมทั้งสิ้นประมาณ 510,000 คัน สินค้าประเภทอื่น ๆ ที่ผลิตจำหน่าย คือ เรือ เครื่องยนต์อุตสาหกรรม รถขับบนหิมะ อาหารสำเร็จรูป ฯลฯ

                    บริษัท สยามอินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ได้รับแต่งตั้งจาก บริษัทซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด ให้เป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ซูซูกิ แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย เมื่อปี พ.ศ 2518 รถยนต์ซูซูกิรุ่นแรกที่จำหน่าย เป็นรถสี่ล้อเล็กรุ่น L50  ขนาดเครื่อง 350 ซีซี และรถจิ๊ปรุ่น LJ50 ขนาดเครื่องยนต์ 550 ซีซี  เป็น 800 ซีซี , 1,000 ซีซี และ 1,300 ซีซี ตามลำดับ

                    ต่อมาในปี 2522 บริษัทฯ ได้ทำการประกอบรถยนต์นั่ง รุ่น ซูซูกิ ฟรอนเต้ ขนาด 550 ซีซี ซึ่งถือเป็นรถยนต์รุ่นแรก ที่ประกอบขึ้นในประเทศไทย และต่อมาได้ประกอบรถยนต์รุ่น คัลตัส (SA413) ในปี 2529 หลังจากนั้นได้ขยายสายการผลิตรถจิ๊ป รุ่น SJ413W 1300 ซีซี ในปี 2529 ซูซูกิ สวิฟท์ ในปี 2534 และซูซูกิ วีทาร่า ซึ่งเป็นรถยนต์ OFF ROAD ในปี 2540 รวมทั้งนำเข้ารถ CBU รุ่นต่างๆ เช่น SUZUKI ESTEEM,VITARA,V6 จากประสบการณ์อันยาวนานตลอดระยะเวลา 30 ปี ซูซูกินับว่าเป็น ค่ายรถออฟโรดค่ายแรกที่บุกเบิกทำตลาดในประเทศไทย หลังจากนั้น 10 ที่ผ่านมาตลาดรถออฟโรดในเมืองไทยเต็มไปด้วยสีสัน มีค่ายรถมากมายหลายค่าย ที่เข้ามาสร้างปรากฎการณ์ที่น่าตื่นตาตื่นใจอยู่ไม่ขาดสาย แต่ค่ายออฟโรดค่ายหนึ่งที่ยังยืนหยัดมั่นคงมาโดยตลอด คือ ค่ายซูซูกิ

                    ในปี พ.ศ. 2546 ทางบริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) ได้มีนโยบายที่จะให้รถยนต์ซูซูกิมีส่วนร่วมในตลาดรถยนต์ในประเทศไทยให้มากยิ่งขึ้น และกำหนดใช้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตขับเคลื่อน 4 ล้อ ขนาดเล็ก และรถยนต์นั่งสำหรับภูมิภาคอาเซียน และรวมถึงตลาดเอเชียในอนาคต จึงดำเนินการโดยตั้งบริษัท ซูซูกิ ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ซึ่งเป็นการร่วมทุนระหว่าง บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) และบริษัท สยาม อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์เปอเรชั่น จำกัด ด้วยทุนจดทะเบียน 400,000,000 บาท โดยมีสัดส่วนการถือหุ้น บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด ถือหุ้น 60%  และบริษัท สยาม อินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ถือหุ้น 40%  โดยนายพรพงษ์ พรประภา เป็นประธานบริษัท และนายเคอิอิชิ อะซะโนะ เป็นกรรมการผู้จัดการใหญ่

                    สำหรับ บริษัท ซูซูกิ ออโต้โมบิล (ประเทศไทย) จำกัด ที่จัดตั้งขึ้นใหม่นี้มีวัตถุประสงค์ให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิต และจำหน่ายรถยนต์ซูซูกิทุกรุ่นทุกแบบ เพื่อจัดจำหน่ายในประเทศไทย รวมถึงส่งออกจำหน่ายในกลุ่มประเทศอาเซียน

                    แผนการส่งออกรถยนต์ซูซูกิ เริ่มแรกบริษัทฯได้ส่งออก ไปยังประเทศอินโดนีเซีย และหลังจากนั้นจะส่งออกไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคอาเซียนในลำดับต่อไป

    ซูซูกิ วันนี้

                    ซูซูกิ ถือกำเนิดขึ้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2463 ต่อมาไม่นานก็กลายมาเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีการขนส่งในระยะแรก ๆ เช่น รถจักรยานยนต์ไดมอนด์ฟรี(Daimond Free)และรถยนต์นั่งขนาดเบาซูซูไลท์ (Suzulight) ซูซูกิมุ่งมั่นในการเป็นผู้นำด้านยานยนต์ โดยใช้เทคโนโลยีการออกแบบด้วยคอมพิวเตอร์ ในโครงการใหญ่ๆ หลายชนิด รวมทั้งมีการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อให้เกิดเทคโนโลยีที่ดี และทันสมัยกว่าเดิม

                    ความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์ เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ก็ได้ถูกนำมาประเมินคุณค่าในการออกแบบนวัตกรรมใหม่ ๆ ให้มีคุณภาพสูงสุด

                    ศูนย์วิจัยและพัฒนาของซูซูกิได้ทำโครงการวิจัยขั้นพื้นฐานและนำมาประยุคกับเทคโนโลยีในอนาคตซึ่งเป็นสิ่งที่ท้าทาย และต้องอาศัยการพิจารณาอย่างละเอียดและกว้างขวาง โดยคำนึงถึงการออกแบบ และควบคุมด้านเทคโนโลยี ,ด้านวัสดุ และด้านอิเล็คโทรนิค ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ให้เกิดอรรถประโยชน์รอบด้าน

                    ซูซูกิได้พัฒนาความคิดในเรื่องยานพาหนะใหม่ ๆ ที่สัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม อยู่เสมอในอาคารทดสอบที่ริวโย(Ryuyo Test Course) มีการทดสอบในรูปแบบต่างๆ ทั้งวันทั้งคืน

                    โรงงานซินาต้า ที่มีความสามารถในการทดสอบระบบเบรก เช่น ระบบ ABS รวมทั้งการวิเคราะห์ แยกแยะโครงสร้างยานยนต์ ด้วยคอมพิวเตอร์ ช่วยคิดค้นการออกแบบโครงสร้างยานพาหนะที่ปลอดภัย

                    ความปลอดภัย,ความเชื่อถือ และความไว้วางใจได้เป็นผลมาจากมาตรฐานทางวิศวกรรมระดับสูงของซูซูกิ การทดสอบทุกชนิดกระทำขึ้นในโรงงานและบนลู่วิ่งทดสอบ ภายใต้สภาพจำลองการใช้งานที่รุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนแน่ใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ออกมาจะได้มาตรฐานขั้นสูงของซูซูกิ

                    การตรวจสอบอย่างถี่ถ้วน ครอบคลุมไปถึงความปลอดภัย , ความไว้วางใจได้ ความสะดวกสบายในการโดยสาร และผลกระทะในสิ่งแวดล้อม

                    รถจักรยานยนต์และรถยนต์ซูซูกิ ได้เข้าร่วมชิงชัยในสนามแข่งขัน ความเร็วทั่วโลก ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีสูงสุดดันเป็นวิธีที่ดีที่สุด ในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์ใหม่

                    สำนักงานใหญ่ของซูซูกิ (HAMAMATSU Plant) ตั้งอยู่ใกล้กับศูนย์กลางธุรกิจของญี่ปุ่น เป็นศูนย์กลางของกิจกรรมการผลิตทั้งมวล โรงงานซูซูกิหลายๆ แห่ง ก็ตั้งอยู่ใกล้ๆ กันนี้

                    โรงงาน ทากาซึกะ (TAKATSUKA Plant) อยู่ตรงศูนย์กลางของโรงงานทั้งหลาย ผลิตวัสดุอุปกรณ์ เครื่องยนต์ ประกอบเครื่องยนต์จักรยานยนต์ และสร้างเครื่องจักรกลที่ใช้ในการผลิต

                    โรงงานโอซูกะ (OSUKA Plant) ผลิตอะไหล่เครื่องยนต์ในการหล่อแบบ โรงงานซาการ่า (SAGARA Plant) เป็นโรงงานประกอบรถยนต์

                    โรงงานโคไซ (KOSAI Plant) ผลิตรถยนต์นั่งประเภทต่าง ๆ โรงงานอิวาตะ (IWATA Pland) ผลิตรถตู้และรถที่ใช้เพื่อการพักผ่อน เป็นโรงงานที่มีเทคโนโลยีในการผลิตที่ก้าวหน้าที่สุด

                    โรงงานโตโยคาวา (TOYOKAWA Plant) ผลิตรถจักรยานยนต์และเครื่องเรือยนต์

                    สายการผลิตทั้งมวลของซูซูกิ ล้วนใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาและวิจัยอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งความพยายามอย่างเต็มความสามารถของพนักงานทุกคนในทุกขั้นตอนการทำงาน

                    สายการผลิตอัตโนมัติ หุ่นยนต์ที่ทำหน้าที่เชื่อมตัวถังการพ่นสี ที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ กระบวนการประกอบรถยนต์โดยอัตโนมัติโดยใช้หุ่นยนต์

                    การผลิตรถยนต์ซูซูกิ เริ่มต้นในปี พ.ศ. 2498 และได้นำมาสู่การผลิตรถยนต์นานาชนิด จากมินิคอมแพ็คคาร์ตามความต้องการของลูกค้า จนถึงคอมแพ็คคาร์และรถที่ใช้เพื่อการพักผ่อน

                    ส่วนรถจักรยานยนต์ผลิตขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ. 2495 และทุกวันนี้จักรยานยนต์ซูซูกิ มีให้เลือกขนาด 50-1400 ซีซี ซึ่งเป็นไปตามความต้องการของลูกค้าอย่างแท้จริง

                    นอกจากนี้ซูซูกิก็ยังได้ผลิตเครื่องยนต์ สำหรับเรือยนต์ขนาดตั้งแต่ 2-200 แรงม้า เพื่อให้เหมาะสมกับขนาดเรือต่างๆ รวมทั้งความต้องการของลูกค้า

                    พนักงานผู้เชี่ยวชาญจะใช้สายตาอันคมกริบ ตรวจสินค้าขั้นสุดท้ายก่อนส่งมอบให้แก่ลูกค้า ผลิตภัณฑ์ซูซูกิ ผลิตจากสายการผลิตที่ก้าวหน้าและพนักงานของซูซูกิทั้งมวล

                    เครือข่ายการบริการของซูซูกิกระจายไปทั่วโลกเพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจความพร้อมด้านบริการรวมทั้งการจัดหาอะไหล่ได้ทันท่วงที

                    เช่นเดียวกับโรงงานซูซูกิทั่วโลก การร่วมมือระดับนานาชาติ ทำให้โรงงานเหล่านี้สามารถจัดหาผลลิตภัณฑ์ ตามความต้องการของตลาด รวมทั้งสามารถส่งสินค้าออกไปจำหน่ายยังประเทศอื่นๆ ได้

    ข้อมูลบริษัท

    ชื่อบริษัท: ซูซูกิ ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด

    วันที่เริ่มก่อตั้ง: พฤษภาคม 2546

    ขอบเขตธุรกิจ: นำเข้า ส่งออก ผลิตและจำหน่ายรถยนต์ ซูซูกิ –อะไหล่ ตลอดจนอุปกรณ์เสริมของรถยนต์ซูซูกิ

    ทุนจดทะเบียน: 400,000,000 บาท ชำระเต็มมูลค่าหุ้น

    ผู้ถือหุ้น: บริษัทซูซูกิ มอเตอร์ จำกัด ร้อยละ 60

    บริษัท สยามอินเตอร์เนชั่นแนล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ร้อยละ 20

    นายพรพงษ์ พรประภา ร้อยละ 20

    ประธานกรรมการ: นายพรพงษ์ พรประภา

    กรรมการผู้จัดการใหญ่:  นาย เคอิอิชิ อะซะโนะ

    สถานที่ตั้ง: บริษัท ซูซูกิ ออโตโมบิล (ประเทศไทย) จำกัด

    อาคารสยามอินเตอร์เนชั่นแนล ชั้นที่ 2 เลขที่ 5/15 ถนนพญาไท แขวงถนนพญาไท เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400

    โทรศัพท์ 0-2245-5734

    โทรสาร 0-2247-9396

    E-mail:Advertising@suzukiautothai.com

     

     

  • ประวัติรถยนต์

                    โลโก้เรียบง่ายนี้ ออกแบบโดย Wolff Olins ที่ปรึกษาคนสำคัญสำหรับ TATA โลโก้นี้ใช้โทนสีฟ้าและขาวเป็นหลัก นั่นหมายถึงเครื่องหมายแห่งการเปลี่ยนแปลง ซึ่งหมายถึงการสร้าง หรือการเป็นบ่อเกิดแห่งความรู้ เช่นกัน ทาทา เปรียบเสมือนต้นกล้าแห่งความเชื่อมั่น ที่จะคอยยืนหยัดให้ร่มเงาเป็นที่พักให้กับมวลมนุษย์

                    ทาทา(TATA) เป็นรถยนต์ที่มีประวัติศาสตร์ความเป็นมายาวนานไม่แพ้รถยนต์ยี่ห้อใดในโลก ตลอดระยะเวลากว่า 60 ปี ที่ผ่านมา จากจุดเริ่มต้นในปี พ.ศ.  2488 ด้วยการผลิตเครื่องจักร และชิ้นส่วนในด้านงานวิศวกรรม พัฒนาต่อเนื่องมาเป็นรถบดถนนไอน้ำ ในปี พ.ศ. 2491 และจากนั้นอีกเพียงแค่ 6 ปี ภายใต้ ความร่วมมือกับ เดมเลอร์ เบนซ์ รถเพื่อการพาณิชย์คันแรกจากโรงงานทาทา ก็ถือกำเนิดขึ้นบนโลกยานยนต์

                    จากวันนั้นจนถึงวันนี้ รถทาทาประมาณ 4 ล้านคัน วิ่งอยู่ทั่วประเทศอินเดีย ส่งผลให้ทาทากลายเป็นบริษัทรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในอินเดีย ด้วยรายได้กว่า 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2550 ซึ่งการพัฒนาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง และความเชี่ยวชาญในด้านวิศวกรรมยานยนต์ที่สั่งสมมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน ทาทาพลิกหน้าประวัติศาสตร์ยานยนต์โลกอีกครั้ง ด้วยการเปิดตัวรถเก๋งเล็ก “นาโน” ที่สร้างกระแสตื่นตัวรถเล็กไปทั่วโลก

                    ในตลาดโลก ทาทา คือหนึ่งในผู้นำของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก โดยเฉพาะตลาดรถโดยสาร ขนาดกลางและขนาดใหญ่ ทาทา คือ เจ้าตลาดอันดับ 2 กวาดรางวัลรถยอดเยี่ยมมาแล้วมากมายทั้งในประเภท รถยนต์ใช้งานขนาดเล็ก และรถยนต์อเนกประสงค์ ยิ่งไปกว่านั้น ในตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดกลางและขนาดใหญ่ ทาทา คือผู้ผลิตรายใหญ่อันดับที่ 5 ของโลกอีกด้วย

                    ตั้งแต่อินเดียประกาศอิสรภาพ จากการเป็นอาณานิคมภายใต้การปกครองของเครือจักรภพอังกฤษในปี 2490 ทั้งหมดส่งผลให้อินเดีย กลายเป็นประเทศที่ต้องพึ่งพาตนเองมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอุตสาหกรรม และทาทาก็เริ่มดำเนินการขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง จนถึงปี 2501 ทาทามีโอกาสต้อนรับ ท่านยวาหระลาล เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของอินเดีย ในการเดินทางเข้าเยี่ยมชมโรงงานทาทา ที่ถือเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างงาน สร้างรายได้ให้กับชาวอินเดีย ในยุคแรกของการเป็นประเทศราช

                    ทาทาพัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว และต่อเนื่อง มีการลงทุนในการสร้างศูนย์ออกแบบและวิจัยผลิตภัณฑ์เป็นของตัวเอง มาตั้งแต่ปี 2509 ในปัจจุบันศูนย์ R&D ของทาทา กระจายอยู่ในประเทศต่างๆ ทั้งในยุโรปและเอเชีย ซึ่งช่วยให้ทาทาสามารถพัฒนาสินค้า และเทคโนโลยีของตัวเองให้ตรงกับความต้องการของลูกค้าทั่วโลกได้อย่างรวดเร็ว ทุกวันนี้มีตลาดรองรับรถยนต์ทาทา อยู่กว่า 80 ประเทศ ทั่วโลก

                     ในปี 2512 ความสำเร็จครั้งยิ่งใหญ่ จากศูนย์ R&D แห่งนี้ได้พัฒนารถเพื่อการพาณิชย์ทาทาคันแรก ที่ถูกสร้างขึ้นด้วยเทคโนโลยี ของทาทาเองทั้งคัน และนี่คืออีกก้าวแรกที่สำคัญของทาทาในการสรรสร้างนวัตกรรมยานยนต์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ด้วยสินค้าที่หลากหลายโดยในปัจจุบันทาทาผลิตรถเก๋ง รถโดยสารขนาดใหญ่ รับน้ำหนักบรรทุกรวมตั้งแต่ 2 ตัน ถึง 40 ตัน

                    ด้วยการพัฒนาที่ไม่เคยหยุดนิ่ง ผนวกกับวิสัยทัศน์ของ นาย ราทัน ทาทา ที่ต้องการเห็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น รวมถึงรถยนต์ที่ให้ความปลอดภัยในการเดินทาง ที่คนทุกคนสามารถเป็นเจ้าของได้ รถทาทา นาโน จึงกลายเป็นดาวดวงใหม่แห่งโลกยนตรกรรม สร้างกระแสความตื่นตัวความต้องการรถเล็กไปทั่วโลก

                    ทาทา คือ หนึ่งในผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์โลก จากประสบการณ์อันยาวนาน และความพร้อมในด้านเทคโนโลยีที่ไม่เป็นรองใคร นับเป็นอีกทางเลือกใหม่ ที่น่าจับตามอง สำหรับลูกค้าชาวไทย กับการเปิดตัวรถกระบะรุ่นใหม่ล่าสุดของเมืองไทย TATA XENON “ปิกอัพฉีกกฎ”

                    สำหรับบริษัททาทา มอเตอร์ (ประเทศไทย) จำกัด แล้ว นับเป็นบริษัทลูกของ ทาทา มอเตอร์ส บริษัทรถยนต์ที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย ด้วยรายได้ในปี พ.ศ. 2550 กว่า 7.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ กว่า 2 แสนล้านบาท) ปัจจุบันรถทาทา กว่า 4 ล้านคันวิ่งอยู่ทั่วประเทศอินเดีย ทาทาเป็นผู้นำตลาดรถเพื่อการพาณิชย์ และเป็นผู้นำอันดับ 2 ในตลาดรถยนต์สั่งส่วนบุคคล และยังเป็นผู้ผลิตรายใหญ่อันดับ 5 ของตลาดรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ขนาดกลางและขนาดใหญ่

                    รถยนต์ และรถเพื่อการพาณิชย์ในเครือ ทาทา มอเตอร์ส ยังได้ขยายฐานออกไปยังนานาประเทศ อาทิ ยุดรป แอฟริกา ตะวันออกกลาง เอเชียใต้ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี พ.ศ. 2550 ทาทา มอเตอร์ส และเฟียต ได้บรรลุข้อตกลงร่วมทุนในประเทศอินเดีย เพื่อผลิตรถยนต์นั่งส่วนบุคคล เครื่องยนต์ และเกียร์สำหรับทั้งตลาดอินเดีย และตลาดต่างประเทศ นอกจากนี้ เฟียต ยังได้ตกลงให้ ทาทา เป็นผู้ผลิตรถปิคอัพให้กับเฟียต ที่เมือง คอร์โดบา ประเทศอาร์เจนตินา และทาทายังเป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์เฟียตในประเทศอินเดียอีกด้วย

                    ก้าวย่างของ ทาทา มอเตอร์ส ในตลาดโลกยังรวมถึงทาทา แดวู คอมเมอร์เชียล เวฮิเคิล ในประเทศเกาหลีใต้ มีหุ้น 21 เปอร์เซ็นต์ใน บริษัท ฮิสปาโน คาร์โรเซร่า ซึ่งเป็นผู้ผลิตรถบัส และรถโค้ชที่มีชื่อเสียงของสเปน และยังได้ร่วมทุนกับ บริษัท มาร์โคโปโล ของบราซิล ผู้นำในตลาดโลกในเรื่องของการผลิตตัวถังรถบัสและรถโค้ช นอกจากนี้ ทาทา มอเตอร์ส ยังมีศูนย์วิจัย และพัฒนาผลิตภัณฑ์ ในประเทศอินเดีย อังกฤษ และมีบริษัทในเครือในประเทศเกาหลีใต้และสเปน

                    เมื่อปี 2549 ทาทา มอเตอร์ส ได้ร่วมทุนกับ บริษัท ธนบุรี ประกอบยนต์ ผลิต และจำหน่ายรถปิคอัพในประเทศไทย โดยโรงงานใหม่ของ ทาทา มอเตอร์ส ได้เริ่มผลิต ซีนอน รถปิคอัพรุ่นแรกของทาทา มอเตอร์ส ในประเทศไทย ที่ออกจำหน่ายเป็นครั้งแรกที่งาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ 2008

                    กับอนาคตของยอดรถจากอินเดีย ล่าสุดเผยโฉม ทาทา ซีนอน ออกมาแล้ว อีกไม่นานเราคงจะได้พบกับ ทาทา ซีนอน รุ่น NGV โดยเป็นรถปิคอัพ ที่ติดตั้งถังบรรจุก๊าซที่ได้มาตรฐานจากโรงงาน โดยวางถังบรรจุก๊าซไว้ด้านใต้ของพื้นกระบะ ช่วยทำให้ลูกค้าสามารถใช้พื้นที่ของกระบะท้ายขนส่งสัมภาระได้อย่างเต็มที่ ซึ่งได้รับความสนใจสอบถามเข้ามามากเช่นกัน

                    ส่วนอีกรุ่นที่น่าจะนำเข้ามาทำตลาดในประเทศไทยเร็ว ๆ นี้ อย่าง ทาทา ซีนอน ล่าสุดแหล่งข่าวระบุว่า ความน่าจะเป็น ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้บริโภค ซึ่งทางบริษัทจำเป็นจะต้องใช้เวลาตลาดอีกสักระยะ คาดว่าในราวกลางปี พ.ศ.2552 หรือปลายปีขึ้นอยู่กับความพร้อมของตลาดที่จะรองรับรถยนต์ขนาดเล็กประหยัดน้ำมันต่อไป

                    นอกจากนี้ทาทา มอเตอร์ส ก็กำลังเร่งขยายดีลเลอร์ทั่วประเทศไทย โดยตั้งเป้าหมายจะขยายศูนย์บริการจาก 23 แห่ง เป็นไม่น้อยกว่า 46 แห่งภายในสิ้นปีนี้ แต่อย่างไรก็ดี แม้จำนวนดีลเลอร์จะถือเป็นปัจจัยที่เราให้ความสำคัญ แต่ที่เหนือไปกว่านั้นคือ ทาทา มุ่งให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างมั่นคงของดีลเลอร์ โดยนอกจากศูนยฺบริการจะต้องได้มาตรฐาน สามารถสร้างความพอใจสูงสุด ให้กับลูกค้าจากสินค้าและบริการที่ดีเลิศแล้ว ดีลเลอร์จะต้องสามารถเลี้ยงตัวเองได้อย่างมีกำไรเหมาะสม จนสามารถขยายเครือข่ายของตัวเองไปได้อย่างแข็งแกร่ง

                    ทาทา มอเตอร์ ยังได้ร่วมมือกับบริษัทมืออาชีพ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านการจัดส่งชิ้นส่วนอะไหล่ เพื่อรับประกันถึงประสิทธิภาพการขนส่ง และอะไหล่ภายในประเทศ และยังรวมถึงการให้บริการหลังการจำหน่าย ด้วยการร่วมมือกับบริษัทน้ำมันเครื่องชั้นนำ ในการให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ภายใต้เครือข่ายที่กระจายอยู่ครอบคลุมทั่วประเทศ นอกจากนี้ ทาทา ยังมีบริการช่วยเหลือฉุกเฉิน ตลอด 24 ชั่วโมงให้กับลูกค้าอีกด้วย

  • ประวัติรถยนต์


                    สัญลักษณ์นี้คือ เครื่องหมายที่โรงงานผลิตอุปกรณ์เหล็กนานาชนิด Peugeot Bros ใช้เป็นเครื่องหมายที่ประทัลลงไปบนผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นเพื่อเป็นการรับประกันคุณภาะโดยสัญลักษณ์นั้นคือ ตราประทับรูป “สิงห์” ตราประทับที่บ่งบอกได้ถึงคุณภาพของเนื้อเหล็กกล้าชั้นเยี่ยม นั่นคือสัญลักษณ์ของรถยนต์เปอโยต์จนถึงปัจจุบัน สิงโตโครเมี่ยมใช้ขาหลังยืนเพื่อแสดงถึงความแข็งแกร่ง

                    ประตูชัย หรือชื่อในภาษาฝรั่งเศสว่า “L’Ace de Triomphe” เป็นสถาปัตยกรรมชิ้นเอกของโลก และเป็นสัญลักษณ์แห่งยุครุ่งเรืองของอาณาจักรฝรั่งเศส เป็นสถานที่จารึกประวัติศาสตร์มากมายอันมีความสำคัญที่ยิ่งใหญ่ตั้งอยู่บนถนน
    เอลิเซ่ส์ ที่ตำบลเอตัวล์ บริเวณจตุรัสแห่งดวงดาว
    (Place de I’Etoile) ประตูชัยนี้มีมีความหมายถึงความสันติสุขและความเป็นปึกแผ่นของราชอาณาจักรฝรั่งเศสที่ยิ่งใหญ่ เริ่มก่อสร้างในปี ค.ศ. 1806 ในสมัยพระเจ้าสโปเลียนที่ 1 เพื่อเป็นเกียรติแก่กองทัพฝรั่งเศสกับชัยชนะในยุทธการที่เอาส์เทอลิทซ์ (Austerlitz) แต่สร้างเสร็จในสมัยพระเจ้าหลุยส์-ฟิลลิปส์ ราว ๆ ปี ค.ศ. 1836 นับเป็นสิ่งก่อสร้างที่ใช้เวลาสร้างยาวนานไม่น้อย

                    และในเวลาใหล้เคียง ค.ศ. 1810 “เปอโยต์” โดยสองพี่น้องตระกูล Peugeot ชื่อ “ฌอง-ปิแอร์” (Jean-Pierre)  และ “ฌอง-เฟรเดอริก” (jean-Frederic)  สืบทอดธุรกิจโรงงานเหล็กของตระกูล และได้ก่อตั้งอุตสาหกรรมในครอบครัว ผลิตอุปกรณ์เหล็กนานาชนิดขึ้น ภายใต้ชื่อบริษัท “Peugeot Bros”  มีเครื่องหมาย “สิงห์” ประทับลงบนผลิตภัณฑ์ทุกชิ้นเพื่อเป็นการประกันคุณภาพ จวบจนถึงวันนี้ ประตูชัย และเปอโยต์ ยังคงยืนหยัดเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จของประเทศฝรั่งเศส

                    ส่วนประวัติของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของฝรั่งเศสนั้น เริ่มต้นจากธุรกิจโรงงานผลิตเหล็ก และได้พัฒนามาเป็นอุปกรณ์เครื่องใช้ เครื่องมือต่างๆ ในปี ค.ศ. 1847 โดยทดลองผลิตเครื่องบดเม็ดพริกไทยด้วยเหล็กขึ้น และใช้สัญลักษณ์สิงห์ประทับลงบนสินค้าทุกชิ้นเพื่อรับประกันคุณภาพเหล็กเกรดดีที่สุด ต่อมาจึงพัฒนาผลิตภัณฑ์ประเภทต่าง ๆ เช่น เครื่องบดกาแฟ เครื่องบดเกลือ อุปกรณ์เครื่องมือช่าง จนมาถึงเครื่องบดพริกไทยระบบไฟฟ้าในปัจจุบัน  โดยเฉพาะเครื่องบดเม็ดพริกไทยดำของเปอฌยต์มีคุณภาพดีที่สุด และมีชื่อเสียงมาก ดูได้จากการที่ภัตตาคารอาหารทั่วไปใช้เครื่องบดพริกไทยของเปอโยต์

                    นอกจากนี้ ประวัติของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ของฝรั่งเศส ยังเริ่มต้นจากการผลิตเครื่องบดเม็ดพริกไทยในปี ค.ศ. 1847 โดยทดลองผลิตเครื่องบดเม็ดพริกไทยด้วยเหล็กจากโรงหล่อเหล็กของเปอโยต์เอง และใช้สัญลักษณ์รูปสิงห์ประทับบนเนื้อเหล็กทุกชิ้นเพื่อเป็นสัญลักษณ์ของเหล็กเกรดดีที่สุดของเปอโยต์เท่านั้น

                    ความพิเศษของเครื่องบดเม็ดพริกไทยเปอโยต์อยู่ที่ตัวบดที่มีฟันเป็นรูปเกลียวสองแถว ซึ่งจะดันเม็ดพริกไทยเข้าและกลับขณะที่มีการบด ระบบที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะนี้ ทำให้เม็ดพริกไทยถูกบดอย่างละเอียด เพียงแค่หมุนตัวบดกลับไปกลับมา
    หลาย ๆ ครั้ง พริกไทยเม็ดจะค่อย ๆ ละเอียดขึ้นตามที่ต้องการ เปอโยต์ได้มีการจดสิทธิบัตรกรรมวิธีป้องกันการสึกกร่อนบนเหล็กของตัวบดตลอดอายุการใช้งานเพื่อกันการลอกเลียนแบบไว้แล้ว

                    Peugeot กับการก้าวสู่แวดวงยานยนต์ สัญลักษณ์ “สิงห์” สืบทอดมาถึงรุ่นเหลนของตระกูล Peugeot “Armand Peugeot”  คือผู้พลิกประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของเปอโยต์ ปี ค.ศ 1885 ก่อตั้งบริษัท Sociee’te, des Automobiles Peugeot ขึ้น พร้อมกับสร้างโรงงานที่ ออแดง-โคต์ (Audincourt)  ในปีนั้นโรงงานเปอโยต์ได้เริ่มผลิตรถจักรยานเปอโยต์ออกจำหน่าย

                    ในปี ค.ศ. 1889 พัฒนาจักรยานขึ้นมาอีกขั้น เป็นจักรยานล้อขับเคลื่อนด้วยพลังไอน้ำคันแรก เพื่อแสดงในงาน Paris World Exhibition จนเป็นที่ฮือฮากันทั้งวงการ

                    1 ปีต่อมา ค.ศ.1890 รถยนต์คันแรกของเปอโยต์ก็ปรากฎโฉม เป็นยานพาหนะที่มี 4 ล้อ ติดตั้งเครื่องยนต์ 2 สูบ ใช้น้ำมันเบนซินของเดมเลอร์ (Daimier) ชื่อเรียกของรถคันนี้ คือ TYPE 2 ซึ่งผลิตขึ้นมาเพียง 4 คันเท่านั้น จากนั้นในปี 1891
    ก็เริ่มผลิต
    Peugeot TYPE 6 แบบ 4 ที่นั่ง ซึ่งรถทั้งหมดนั้นผลิตออกสู่ตลาดเพียงเพื่อสนองความต้องการของลูกค้าที่สั่งจองจำนวนมาก โดยเฉพาะรุ่น TYPE 3 ยังสร้างเกียรติประวัติอันยิ่งใหญ่อีกครั้ง เมื่อเข้าร่วมการแข่งขันแรลลี่ ปารีส-บอร์โดซ์-ปารีส ในปี ค.ศ. 1895 พร้อมคว้ารางวัลชนะเลิศด้วยความเร็วเฉลี่ย 21.8 กม./ชม.

                    ระหว่างปี ค.ศ. 1890-1904 เปอโยต์ได้ผลิตรถยนต์แบบต่าง ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง จนถึง 19 แบบ ด้วยกันจาก TYPE 2 จนถึง TYPE 19  วิวัฒนาการงานสร้างสรรค์รูปแบบตัวถังของเปอโยต์ยังคงก้าวหน้าต่อไปจากรูปแบบที่ดูคล้ายรถม้าในยุคต้น ๆ ค่อย ๆ พัฒนาสู่แบบที่กะทัดรัด และเพรียวลมมากขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัดเจน

                    ปี ค.ศ. 1974 เปอโยต์ ได้ซื้อกิจการของ Ciltroen และรวบรวมกิจการทั้ง 2 กลุ่มได้สำเร็จในปี ค.ศ. 1980 เป็นการรวมกลุ่มบริษัทรถยนต์ของสองยี่ห้อที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนใช้เรียกชื่อว่ากลุ่ม PSA Purgeot Ciltroen Group

                    ปี ค.ศ. 1978 เกิดวิกฤตการณ์น้ำมันครั้งที่ 2 ซึ่งก่อให้เกิดผลกระทบกับอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นอย่างมาก เปอโยต์ตัดสินใจปรับตัวเองเพื่อความอยู่รอด และสร้างความเชื่อมั่นด้วยการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของบริษีทใหม่ จนในที่สุดเปอโยต์สามารถฝ่าฟันอุปสรรคกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้งในช่วงต้นปี 1980 ด้วยความสำเร็จของรถยนต์เปอโยต์ 205

                    ค.ศ. 1997 เป็นปีแห่งการเริ่มการปรับเปลี่ยนองค์กรทางด้านอุตสาหกรรมครั้วสำคัญ มีการนำนโยบายทางด้านศูนย์ข้อมูลและรับแจ้งปัญหามาใช้ โดยมีการใช้เครื่องมือในการผลิตร่วมกันระหว่าง Purgeot และ Ciltroen  แต่ละแห่งยังคงไว้ซึ่งยี่ห้อ รูปลักษณ์ของรถยนต์ และ หน่วยงานการจำหน่ายที่กว้างขวาง นับเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์รถยนต์รุ่นใหม่ โดยเริ่มด้วยเปอโยต์ 206 ตามด้วย 607,807,307,407,207 และล่าสุดนี้ คือ Purgeot 308

    เรื่องราวของตราประทับ “สิงห์”

                สัญลักษณ์รูปสิงโตนี้แบบโดยนายโบดิชอง (Mr. Baudichon) ซึ่งสามารถคว้าชัยชนะจากการประกวดแข่งขันการออกแบบรูปสิงห์โตเปอโยต์ สิงโตแบบนี้ดูไม่ธรรมดาจึงมีชื่อที่เรียกเล่น ๆ ว่า “สิงโตบ้า”สิงโตโบดิชองได้ถูกเสนอให้เป็นอุปกรณ์ติดตั้งพิเศษแก่เจ้าของรถยนต์เปอโยต์ สำหรับซื้อไปประดับยนต์ด้วย

                    *สิงโตรุ่น 01 (Lion Series 01) ในปี ค.ศ. 1889 รูปหัวสิงโต 3 มิติ ได้ถูกออกแบบติดตั้งบนฝากระโปรงรถยนต์เปอโยต์เป็นครั้งแรก สิงโตนี้ใช้ประดับเป็นเครื่องหมายบนรถยนต์เปอโยต์รุ่น 01 ทุกคัน

                    *สิงโตรุ่น 402 (Lion 402) รูปสิงโตที่ติดตั้งบนเปอโยต์รุ่น 402 มีลักษณะคล้ายกับตัวสฟิงซ์ของอียิปต์โบราณ รวมความแข็งแกร่ง และนุ่มนวลเข้าไว้ด้วยกันอย่างสวยงาม จึงดูเหมือนกำลังเคลื่อนทะยานไปในอากาศ ในยุคนั้น สิงโตรุ่นนี้เป็นเครื่องหมายแห่งพลังสมรรถนะ ความแข็งแกร่ง และการขับเคลื่อนที่คล่องแคล่ว ปราดเปรียว

                    *สิงโตรุ่น 203 (Lion 203) รูปสิงโตที่ติดตั้งบนเปอโยต์รุ่น 203 มีความกลมกลืนยิ่งขึ้น เน้นลีลาอ่อนช้อย สวยงาม มีความโค้งที่นุ่มนวล เห็นแผงขนบนคอที่แผ่ออกอย่างชัดเจน และสง่างามรูปสิงโต 3 มิติ นี้เป็นสัญลักษณ์รถเปอโยต์ 203 เป็นเวลานาน 10 ปี

                    *สิงโตโครเมี่ยม  (Chrome Lion) สิงโตที่ยืนด้วยขาหลังนี้มีสไตล์เป็นเส้นมุมเหลี่ยม และท่วงท่าที่แข็งแกร่งทุกวันนี้ สิงโตเปอโยต์โครเมี่ยมได้รับเกรียติสำคัญ ให้เป็นสัญลักษณ์ของรถยนต์เปอโยต์ทุกรุ่น และโดดเด่นเป็นสง่าบนตึกตัวแทนจำหน่าย และสาขาเครือข่ายเปอโยต์ทั่วโลก  สำหรับรถยนต์เปอโยต์ในรุ่นแรกในปี ค.ศ. 1889 ถูกเรียกว่า รุ่นที่ 1 (Type I) และรถรุ่นต่อ ๆ มาก็เรียงลำดับมาจนถึง รุ่นที่ 190 ครั้นถึงปี ค.ศ. 1929 เปอโยต์จึงได้สร้างระบบตัวเลขขึ้นมาใหม่เพื่อใช้เรียกรุ่นรถให้จำง่ายขึ้นโดยประกอบขึ้นด้วยเลข 3 หลัก มี “0” อยู่ตรงกลาง ตัวเลขแรกแสดงถึงขนาดของรถ,ตัวเลขที่สามแสดงถึงรุ่นที่ผลิต และศูนย์ตรงกลางเป็นตัวเชื่อมของสองหลักเข้าด้วยกัน นับเป็นปีแรกที่เปอโยต์ได้สร้างระบบตัวเลขขึ้น ดังเช่น เปอโยต์รุ่น 201,202,203

                    หลังจากนั้นเปอโยต์ได้คิดระบบตัวเลขศูนย์ขึ้นมาเพื่อบ่งบอกรุ่นพิเศษให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เปอโยต์ 1007 เป็นรุ่นแรกของรถยนต์ที่โดดเด่นเช่นนี้ และเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเปอโยต์ในการพัฒนาสู่อนาคตที่เปอโยต์เป็นผู้กำหนดได้ดังใจ

                    และกว่า 36 ปี ของ Purgeot ในประเทศไทย กิจการค้ารถยนต์ของยนตรกิจยังคงเจริญรุดหน้าและขยายตัวอย่างรวดเร็วในระยะเวลาอันสั้น แสดงให้เห็นถึงความสามารถของยนตรกิจ ทำให้ได้รับความเชื่อถือและความไว้วางใจจากบริษัทรถยนต์ชั้นเลิศของฝรั่งเศส คือ Purgeot ให้เป็นตัวแทนจำหน่ายแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2515 บริษัท โอโตโมบิลส์ เปอโยต์ ประเทศฝรั่งเศสได้แต่งตั้งให้ บริษัท นครหลวงยนตรการ จำกัด ซึ่งขณะนั้นเป็นบริษัทหนึ่งของยนตรกิจกรุ๊ป ต่อมาภายหลังเปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ยูโรเปียน โอโตโมบิลส์ เปอโยต์ เป็นผู้แทนจำหน่ายรถยนต์ Purgeot แต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย โดยได้นำเข้ารถยนต์ Purgeot 504 เป็นรุ่นแรก

                     หลังจากนั้นจึงเป็นการแนะนำ Purgeot 504 รุ่น ประกอบภายในประเทศ โดยโรงงานประกอบของยนตรกิจ ซึ่งตั้งขึ้นในช่วงเวลาเดียวกัน และ Purgeot รุ่นต่าง ๆ ได้แก่ 305,505,309,405,306 และ 406 ได้ทยอยแนะนำออกสู่ตลาดจนถึงปัจจุบันมีรถยนต์ Purgeot ไม่ต่ำกว่า 40,000 คันในตลาดเมืองไทย และยังคงมุ่งมั่นพัฒนาทั้งทางด้านการจัดจำหน่ายโดยนำรถยนต์ Purgeot รุ่นใหม่ที่มีคุณถาพและประสิทธิภาพสูงเป็นที่ต้องการของตลาดมาจำหน่ายในราคาที่เหมาะสม การพัฒนาเครือข่ายทั่วประเทศให้มีความพร้อมด้านการขาย และบริการหลังการขาย และอะไหล่ให้ทันสมัย รวดเร็วมีมาตรฐาน เพื่อสร้างความพึงพอใจสูงสุดแก่ลูกค้าจวบจนถึงปัจจุบัน เปอโยต์ ยังคงนำเข้ารถยนต์คุณภาพรุ่นใหม่ ๆ มากมายอีกหลายรุ่น อาทิ เปอโยต์ 407 207 207 CC โดยรถยนต์เปอโยต์ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก และเป็นผู้นำในตลาดอยู่ในขณะนี้ คือ  Segment ของรถสปอร์ตเปิดประทุนตั้งแต่รุ่น เปอโยต์ 306 CC 206 CC 307 CC มาจนถึงปัจจุบัน 207 CC ยังได้รับความนิยมมากในเมืองไทย โดยในอนาคตอันใกล้นี้ เปอโยต์เตรียมเผยโฉม รถคูเป้เปิดประทุนรุ่นล่าสุด คือ 308 CC ซึ่งเป็นที่ยอมรับกันทั่วโลกว่า เป็นรถยนต์ที่สวยที่สุดใสโลก

                    ปัจจุบัน บริษัท ยูโรเปียน  โอโตโมบิลส์  จำกัด บริษัท ผู้นำเข้าและจำหน่ายเปอโยต์แระจำประเทศไทย บริหารงาน โดย 2 พี่น้อง คือ คุณ พลกฤษณ์ ลีนุตพงษ์ และ พสุพงษ์ ลีนุตพงษ์ และได้ย้ายที่ทำการจากอาคาร เปอ
    โยต์สุรวงศ์ มาตั้งสำนักงานแห่งใหม่ ที่ ถนน สุขาภิบาล 3 และอาคารเปอโยต์ รามอินทรา ซอย 14

     

  • ประวัติรถยนต์

                สัญลักษณ์ของนิสสัน เป็นตัวอักษร NISSAN สีขาวล้อมรอบด้วยพื้นสีฟ้า และซ้อนทับอยู่บนวงกลมสีแดง ซึ่งหมายถึง ดวงอาทิตย์นั่นเอง นิสสัน มอเตอร์ คัมปะนี (NISSAN MOTOR CO.,LTD)

                    นิสสันถือกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1934 โดย Kenjiro Den, Rokuro Aoyama และ  Meitaro Takeuchi ซึ่งรวมชื่อกันแล้วได้คำว่า D A T  จากนั้นทั้งหมดจึงเติมคำว่า “SUN” ซึ่งความหมายคือ พระอาทิตย์ ต่อท้ายชื่อของทั้ง 3 และนี่คือ จุดกำเนิดของรถยนต์ยี่ห้อ DATSUN หรือรถยนต์ยี่ห้อ “ลูกพระอาทิตย์” จากนั้นไม่นาน Nissan ก็เปลี่ยนโลโก้ และเปลี่ยนชื่อบริษัทเป็น  Nissan  โดยใช้โลโก้สีเงิน ซึ่งเริ่มปรับเปลี่ยนตามกันทั่วโลกประมาณปี ค.ศ. 2002 ซึ่งระหว่างช่วงเวลาดังกล่าว นิสสัน มีการเปลี่ยนโลโก้เพื่อลองตลาดหลายครั้ง แต่สุดท้ายโลโก้สีเงินพร้อมตัวอักษร นิสสัน สีดำ ก็ได้กลายเป็นโลโก้ที่ถูกใช้กันมาตั้งแต่นั้นจนถึงปัจจุบัน

                     นิสสัน มีสำนักงานอยู่ที่เมืองโยโกฮามา ประเทศญี่ปุ่น โดยผลิตรถที่มียี่ห้อว่า นิสสัน (ปัจจุบัน พ.ศ. 2549 สำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ ณ กรุงโตเกียว) ในปีถัดมาได้จดทะเบียนเปลี่ยนชื่อเป็น นิสสัน มอเตอร์ จำกัด ก่อตั้งโดย โยชิซุเกะ ไอกาวา ซึ่งได้ผลิตรถบรรทุก เครื่องบิน และเครื่องยนต์แก่ทหารญี่ปุ่นในยุคสมัยนั้น

                    ในปี พ.ศ. 2509 เป็นปีที่นิสสันได้รวมกิจการกับพรินซ์ มอเตอร์ คอร์ป ของประเทศญี่ปุ่น และได้ผลิตรถยนต์อย่างจริงจัง รถสองรุ่นแรกหลังจากรวมกิจการของพรินซ์ มอเตอร์ คือ นิสสัน สกายไลน์ และ นิสสัน กลอเรีย และในช่วงยุค 80 ปลาย นิสสัน ได้จัดตั้งยี่ห้อรถใหม่ในสหรัฐอเมริกา ในนาม อินฟินิทีและในยุค 80 กลาง ๆ นิสสันได้เปิดโรงงานที่รัฐเทนเนสซี สหรัฐอเมริกา เพื่อผลิตรถบรรทุก

                    ต่อมาได้ไปเปิดโรงงานที่ อังกฤษ และออสเตรเลีย นิสสันได้ยึดสโลแกนการที่ยึดหลักการบริการลูกค้า ซึ่งใช้ทั่วโลก นั่นคือ you come first . จนถึงปัจจุบันนี้ได้ใช้ SHIFT_the future และในอนาคต นิสสันมมีแผนจะย้ายสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ในเมือง โยโกฮามา ญี่ปุ่น เพื่อว่า เป็นการลดการจ่ายภาษี หากตั้งสำนักงานนอกกรุงโตเกียว

                     สำกรับนิสสัน ประเทศไทย ตามประวัติก่อตั้งโดย นายถาวร พรประภา ในกลุ่มของสยามกลการ โดยนิสสันไทยได้รับความไว้วางใจจากนิสสัน มอเตอร์ประเทศญี่ปุ่น เป็นผู้จัดจำหน่ายรถยนต์นิสสัน นอกประเทศญี่ปุ่นรายแรกของโลก โดยนิสสันประเทศไทย มีสโลแกนที่เรียกกันติดปากว่า “เพื่อนที่แสนดี” ซึ่งเป็นที่คุ้นหูสำหรับนิสสันเมืองไทย

                    จุดเริ่มต้นทีทำให้นายถาวร พรประภา เริ่มธุรกิจจำหน่ายรถยนต์ คือ สมัยนั้นทางครอบครัวพรประภา โดยสองพี่นอ้งพรประภา ทำธุรกิจค้าของเก่าที่ตลาดเชียงกงเมื่อประมาณ ปี พ.ศ. 2485 จากนั้นจึงเริ่มนำเข้ารถบรรทุกที่ผ่านการใช้งานหลังสงครามโลกที่ญี่ปุ่นนำเข้ามาขายในไทย และทั้งคู่ก็ได้แตกความคิดที่ขยายกิจการออกไป โดยเริ่มต้นนำเข้ารถหลังสงครามมาจำหน่ายเองร่วม 10 คัน ซึ่งส่วนใหญ่จะขายให้กับทางราชการ จากนั้นจึงเริ่มสนใจเป็นตัวแทนจำหน่ายรถยนต์ในประเทศ และประสบความสำเร็จในปี พ.ศ. 2495 ซึ่งเป็นปีที่เปิดบริษัทอย่างเป็นทางการ

                     หลังจากจำหน่ายรถนำเข้านิสสันมาโดยตลอด หลังจากนั้นประมาณ ปี พ.ศ. 2050 ดร. ถาวร พรประภา จึงเปิดโรงงานประกอบรถยนต์ขึ้นที่ บริเวณซอยศรีประจันทร์ ถนนสุขุมวิท 67 มีกำลังผลิตเมื่อแรกเริ่ม4 คัน ต่อวัน ต่อมาปี 1968 ได้ขยายการลงทุน ไปเปิดโรงงานแห่งใหม่ ณ ศูนย์อุตสาหกรรมสิสสัน บนพื้นที่กว่า 800 ไร่ ตั้งอยู่เลขที่ 74 หมู่ 2 ถนนบางนา-ตราด ตำบลศรีษะจระเข้ใหญ่ กิ่งอำเภอบางเสาธง จังหวัดสมุทรปราการ โรงงานแห่งใหม่นี้ ได้การรับรองคุณภาพมาตรฐาน ISO9000 version 2000} ISO14001 และ TIS 18001 รวมทั้งมาตรฐานการผลิตและคุณภาพคุณภาพของรถยนต์ ศูนย์อุตสาหกรรมแห่งนี้ยังมีโรงงานผลิตเครื่องยนต์และชิ้นส่วนอะไหล่รถยนต์ต่าง ๆ เพื่อรองรับงานอุตสาหกรรมภายในประเทศและส่งออก โดยมีสินค้าหลักคือรถยนต์นิสสัน และเครื่องยนต์เบนซิลและดีเซล ปัจจุบันโรงงานแห่งนี้มีกำลังผลิตสูงสุด 200,000 คันต่อปี

                     ในปัจจุบัน นิสสันประเทศไทยบริหารงานในนาม บริษัท สยามนิสสัน ออโตโมบิล จำกัด โดยดำเนินธุรกิจจำหน่าย ประกอบรถยนต์สิสสัน ภายใต้การบริหารงานนิสสัน มอเตอร์ (ประเทศญี่ปุ่น) ซึ่งถือหุ้นใหญ่ในสยามนิสสัน ในโอกาสที่นิสสันครบรอบ 50 ในไทย นิสสันได้ผลิตรถยนต์นิสสันในประเทศเป็นคันที่ 1,000,000 โดยคันที่หนึ่งล้านนี้ คือ เซฟิโร (A33) นิสสันได้น้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวาย พระบาทสเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยใช้สอยตามพระราชอัธยาศัย สำหรับประเทศไทย ผลิตภัณฑ์ของนิสสันก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ในประเทศไทย โดยเฉพาะรถกระบะ โดยรุ่นที่เป็นตำนาน อันได้แก่ รุ่นช้างเหยียบ ซึ่งยังเป็นที่กล่างขานกันจนถึงทุดวันนี้ ส่วนปัจจุบันรุ่นนี้มีรุ่นนาวาราออกมาใหม่ เป็นรุ่นที่นิยมใช้กันอย่างมากมีให้เลือก 3 แบบ คือ LE,SE และ XE รวมถึงรถยนต์ที่นั่ง ซันนี่ ซึ่งเป็นรถยนต์ที่จำหน่ายในไทยมานานนับทศวรรษ ปัจจุบัน นิสสันประเทศไทยมี นโยบายในการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ สู่ตลาดเพิ่มขึ้น โดยนิสสันไทยมีแผนจะเปิดตัวรถยนต์ 10 รุ่นใหม่ให้ได้ใน ปีที่20

 Home  |  ไฟแนนซ์รถยนต์  |  ศูนย์ซ่อมรถ  |  ร้านจำหน่ายอุปกรณ์ตกแต่ง  |  ผู้ผลิตรถยนต์  |  รถเช่าเหมาคัน  |  อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์  | 
 ราคารถใหม่  |  เต็นท์รถมือสอง  |  รถกระบะ  |  รถอเนกประสงค์  |  รถตู้  |  รถเก๋ง  |  โฆษณาย่อย(Free Post)  | 

 
qrcode  เกี่ยวกับ rod123.com 
 ติดต่อ rod123.com 
 สำหรับ มือถือ